ไฟส่องสว่างหน้าบ้านติด ๆ ดับ ๆ …
แจ้งเรื่องไปที่ อบต. แต่บอกว่าไม่ใช่พื้นที่รับผิดชอบต้องให้เทศบาลแก้ไข ?
จะไปติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นตัวเอง ไกลกว่าท้องถิ่นข้าง ๆ แบบนี้ลำบากไปไหม ?
หรือ ทำไมอยู่ดี ๆ อบต. ที่บ้าน ก็กลายเป็นเทศบาลไปได้ ?
.
The Active ชวนทำความรู้จักกับ องค์การบริหารส่วนตำบล และ เทศบาลตำบล ว่าแต่ละแห่งมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง และแตกต่างกันอย่างไร
.
.
‘อบต.’ อาจยกระดับเป็น ‘เทศบาลตำบล’ ได้ตามกฎหมาย
ที่ผ่านมามีความพยายามยกระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ขึ้นเป็น เทศบาลตำบล เพราะเมื่อดูตามข้อมูลที่ได้มีการยกร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. … ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 และดำเนินการโดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ร่างประมวลกฎหมายฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญ กำหนดให้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหลือเพียง 2 ประเภทเท่านั้น คือ เทศบาล และ องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ อบจ. ซึ่งหมายถึงการยกระดับ อบต. ให้กลายเป็นเทศบาลในที่สุดนั่นเอง
.
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังคงมีปัญหาอยู่มาก ซึ่งทำให้มี อบต. หลายแห่ง ไม่อาจยกระดับขึ้นไปเป็นเทศบาลตำบลได้ เนื่องด้วยข้อจำกัดทั้งด้านจำนวนประชากร และรายได้ ของ อบต. นั้น ๆ รวมถึงความต้องการของคนในพื้นที่เองเช่นกัน ทำให้ปัจจุบันนี้ ยังคงมี อบต. จำนวน 5,300 แห่ง และเทศบาลตำบล จำนวน 2,247 แห่ง (ข้อมูล: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ณ 9 ก.ย. 2563)
.
การยกระดับเป็นเทศบาลตำบลนั้น จะต้องมีประกาศกระทรวงมหาดไทยเพื่อเปลี่ยนแปลงฐานะ จาก อบต. ไปเป็นเทศบาล โดย พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2496 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจัดตั้งท้องถิ่นขึ้นเป็นเทศบาล ไว้ 3 ประการ คือ 1. จำนวนของประชากร 2. ความเจริญทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น โดยพิจารณาจากการจัดเก็บรายได้ และ 3.ศั กยภาพของท้องถิ่นในการพัฒนาพื้นที่
.
.
ความแตกต่างของจำนวนประชากร และรายได้
ในอนาคต หากมีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ก็จะมีความชัดเจนขึ้นในหลายประเด็น และสามารถจำแนกความแตกต่างระหว่าง อบต. และเทศบาลตำบลได้อย่างชัดเจน โดยเริ่มจากจำนวนประชากร ซึ่งกำหนดให้ อบต. ที่มีจำนวนประชากรไม่เกิน 7,000 คน สามารถยกระดับเป็น เทศบาลตำบลได้ และเทศบาลตำบลนั้น ก็ต้องมีประชากร มากกว่า 7,000 คน แต่ไม่เกิน 15,000 คน (มาตรา 15 แห่งร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ)
.
ในส่วนของรายได้นั้น อบต. เกณฑ์ตามกฎหมายจะเป็นหน่วยงาน ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่รวมเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ในขณะที่ความเป็นจริงอาจมี อบต. บางแห่งซึ่งมีรายได้มากกว่าจำนวนดังกล่าว หากเป็นพื้นที่ซึ่งมีความสามารถในการหารายได้ อย่างเช่น มีทรัพย์สิน หรือพื้นที่ในเชิงพาณิชย์ เป็นต้น แต่โดยหลักเกณฑ์แล้วเมื่อมีจำนวนรายได้ ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ก็อาจควบรวมกับ อบต. ข้างเคียง เพื่อยกระดับมาเป็นเทศบาลตำบลได้นั่นเอง
.
แต่ก็ยังไม่ได้มีตัวชี้วัดใด ที่บ่งบอกว่าการยกระดับไปเป็นเทศบาล ของ อบต. จะส่งผลให้การบริหารงานท้องถิ่นดีขึ้นจริงหรือไม่
.
.
เงินเดือนนายก อบต. VS นายกเทศมนตรี
ความแตกต่างอีกประการของทั้งสองหน่วยงาน คือ ผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรนั้น ๆ จะมีอัตราเงินเดือน และเงินค่าตอบแทนต่างกัน ซึ่ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือนายก อบต. นั้นเป็นไปตาม ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินค่าตอบแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบลฯ พ.ศ. 2557 คือ มีเงินเดือนตั้งแต่ 21,860 – 26,080 บาท ขึ้นอยู่กับรายได้ของ อบต. นั้น ๆ ซึ่งมีตั้งแต่ระดับไม่เกิน 5 ล้านบาทไปจนถึงมากกว่า 50 ล้านบาท
.
ในส่วนของ นายกเทศมนตรี อัตราเงินเดือนและค่าตอบแทน เป็นไปตาม ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินเดือน ค่าตอบแทน และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของนายกเทศมนตรีฯ พ.ศ. 2557 คือ มีเงินเดือนตั้งแต่ 14,280 – 75,530 บาท ขึ้นอยู่กับรายได้ ของเทศบาลนั้น ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้เงินเดือนเริ่มต้นของนายกเทศมนตรีจะต่ำกว่า นายก อบต. แต่เงินเดือนสูงสุดต่างกันมาก เนื่องจากเป็นอัตราเงินเดือนของนายกเทศมนตรีตั้งแต่ระดับ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนครนั่นเอง
.
.
อำนาจหน้าที่เทศบาล สามารถทำได้มากกว่า อบต.
อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งสองประเภทนี้ เนื่องจากเป็นหน่วยงานขนาดเล็กซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ โดยหลักการแล้วจะมีอำนาจหน้าที่ใกล้เคียงกัน ตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และ พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2496 ในส่วนที่ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ ซึ่งหน้าที่ที่สำคัญ เช่น การบำรุงรักษาถนนหนทาง บำรุงไฟฟ้าและไฟส่องสว่าง ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดการน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และการเกษตร ตลอดจนการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นให้ดีขึ้น
.
แต่เมื่อพูดถึงความแตกต่างระหว่าง อบต. และเทศบาลตำบลนั้น จะพบว่ามีบางประการที่กฎหมาย ให้อำนาจแก่ ‘เทศบาล’ มากกว่า ‘อบต.’ เนื่องจากเมื่อหน่วยงานมีพื้นที่รับผิดชอบมากขึ้น จำนวนประชากรมากขึ้น สภาพปัญหาอาจเปลี่ยนแปลงไป และจำเป็นต้องมีอำนาจในการแก้ไขปัญหามากขึ้น ดังต่อไปนี้
เทศบาลสามารถตั้งสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นของตนเองได้ แต่ อบต. นั้นกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ จึงทำให้ประชาชนในเขตเทศบาล เมื่อต้องการใช้บริการทางทะเบียน ไม่ว่าจะเป็น การทำบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน การเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงอำเภอก็ได้ ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้น เพราะมีทางเลือกมากขึ้น
.
การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เคยมีหนังสือตอบข้อหารือในอำนาจหน้าที่กรณีดังกล่าวไว้ว่า ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เช่น ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ว่า เทศบาลสามารถดำเนินการใด ๆ ได้ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือไม่ดำเนินการในเรื่องซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ๆ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นต้น ในขณะที่เรื่องนี้ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในอำนาจหน้าที่ของ อบต. จึงทำได้เพียงการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานอื่นเท่านั้น
.
.
1 ตุลาคม 2564 คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะเป็นช่วงการสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาสำคัญที่ประชาชนในทุกพื้นที่จะได้ติดตาม และทำความรู้จักผู้ลงสมัครของเขตตนเอง เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสม มาพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก The Active






