สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดกิจกรรม PRIDI Talks #13 รำลึก 45 ปี 6 ตุลาคม 2519 “จากทุ่งสังหารถึงสำนักงานตั๋วช้าง ตำรวจ-ทหารกองทัพของราษฎร” ได้รับเชิญเป็นวิทยากรในหัวข้อ “การปฏิรูปตำรวจ”เหตุการณ์ วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็น “การล้อมปราบนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน อย่างเมามัน” เป็นการจงใจของรัฐและฝ่ายทหารที่อนุญาตให้จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ที่ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศจากการใช้กำลังทหาร ตำรวจ สังหารหมู่ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่ชุมนุมเดินขบวนบนถนนราชดำเนิน
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ดังนั้นการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอมและจอมพลประภาส จึงเป็นเหตุให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาไม่พอใจ และมีผู้แอบแฝงหาผลประโยชน์จากการที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ใช้สื่อรัฐวิทยุยานเกราะ หนังสือพิมพ์ดาวสยามปฏิบัติการชวนเชื่อปลุกระดมว่านักเรียน นิสิต นักศึกษาที่คัดค้านจอมพลถนอม คือ คอมมิวนิสต์ รังใหญ่ คือ ธรรมศาสตร์ แถมมีญวน เข้ามาสมทบ มีอุโมงค์ลับ เป็นที่เก็บอาวุธ การใช้สื่อของรัฐเสี้ยม ปลุกระดมสร้างความแตกแยก ความเกลียดชังในสังคม ทหาร ตำรวจ ทุกระดับ ถูกปลูกฝังให้เกลียดคอมมิวนิสต์ และ นิสิต นักศึกษาคือคอมมิวนิสต์ เติมหัวเชื้อญวนเข้าไปใน “ม.ธรรมศาสตร์” คือ รังใหญ่ของศัตรูของชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเป็น ทุ่งสังหาร ที่ทหาร ตำรวจนำกำลังเข้าปิดล้อมใช้อาวุธสังหาร สั่งให้นักศึกษาชายหญิง ถอดเสื้อด้วยความสะใจ หมอบราบกับพื้น คลานไปบนสนามหญ้า การกระทืบ ตีด้วยพานท้ายปืนความจริงวันนี้ คือ …อุโมงค์ที่เก็บอาวุธของญวนคอมมิวนิสต์ในธรรมศาสตร์ไม่มีจริง ผู้ร่วมสังหารหมู่ในธรรมศาสตร์และผู้บงการใช้ข้อมูลเท็จสร้างความแตกแยก ความเกลียดชังในสังคม ยังลอยนวลพ้นผิดเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ยังมีมาตลอดในสังคมไทย อาทิ พฤษภาวิปโยคในปี 2535, เหตุการณ์ เมษา-พฤษภาคม 2553 การสังหารหมู่ที่ราชประสงค์ 99 ศพ บาดเจ็บนับพัน การใช้อาวุธสงคราม ใช้พลซุ่มยิง (Sniper )มายิงหัวประชาชน มีคลิปออกมาโชว์ …
6 ศพที่วัดปทุมวนารามฯ ที่ผลการสอบออกมาแล้ว หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ล้มล้างผลการสอบสวน ล้างทิ้งไปหมดทหาร ตำรวจ เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจใช้ในการปราบปรามประชาชน ผู้จัดงานจากสถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้กำหนดหัวข้อ “จากทุ่งสังหารถึงสำนักงานตั๋วช้าง ตำรวจ-ทหารกองทัพของราษฎร :การปฏิรูปตำรวจ” จึงได้เสนอทัศนะส่วนตัว คือปรัชญาของตำรวจไทยที่ดีงามในอดีต ที่ว่า “ตำรวจคือประชาชน ประชาชนคือตำรวจ” ได้สูญหายไปภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 จะโอนทหารมาเป็นอธิบดีกรมตำรวจ (อ.ตร.) และตำแหน่งบริหารอย่างต่อเนื่อง ตำรวจจะถูกแทรกแซงและใช้เพื่อผู้มีอำนาจ ขจัดผู้เห็นต่างที่ขัดแย้งกับผู้มีอำนาจมาโดยตลอด มีการพัฒนาจนเป็นกองทัพตำรวจ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร. ) การแต่งตั้งล้วนต้องได้รับความเชื่อใจส่วนตัวจากผู้มีอำนาจก่อนและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดผู้มีอำนาจการที่จัดโครงสร้างองค์กรตำรวจเป็นระบบการบังคับบัญชาแบบทหารเป็นขั้นๆที่ยืดยาว ทั้งที่งานตำรวจกับงานทหารแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง งานตำรวจเป็นงานใช้ดุลพินิจและแก้ไขปัญหาตามลำพังที่อยู่กับชุมชน หมู่บ้าน ภายใต้บทบัญญัติกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เป็นงานล่างขึ้นข้างบน แต่งานทหารจะสั่งการจากผู้บังคับบัญชาจากข้างบนลงล่าง จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงร่าง พ.ร.บ.ตำรวจที่ที่รัฐบาลเสนอ กำลังแก้ไขในสภามุ่งเรื่องการบริหารงานบุคคลเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ได้ตอบปัญหาว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไร? ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจะดีขึ้นหรือไม่? ตำรวจที่เป็นเสมือนกระดูกสันหลังและเส้นเลือดขององค์กรตำรวจได้แก่ สายตรวจ สายสืบ สอบสวน จราจร และตำรวจชั้นผู้น้อยอื่นที่เป็นส่วนใหญ่ขององค์กรตำรวจได้ประโยชน์อะไร? ความคาดหวังของสังคมที่ตั้งคำถามว่าประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุดจากกฎหมายอย่างไร? พฤติกรรมและวัฒนธรรมตำรวจที่ไม่พึงประสงค์มีการแก้ไขอย่างไร? และงานตำรวจไม่ได้ทำงานในสุญญากาศ แต่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนและสังคมทุกสาขาอาชีพ ความหวังที่จะนำตำรวจเป็นของประชาชนยังไม่ปรากฏให้เห็นชัดในร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ ที่รัฐบาลเสนอมา ตามคลิป ข้างล่างครับ







