วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 29, 2026
หน้าแรกการเมือง"มติ ครม. ขายยางหมดสต๊อกของโครงการรัฐจำนวน 1.04 แสนตันราคาถูกมาก ทุบราคาในตลาดอย่างมหาศาลส่งผลราคายางตกต่ำและไร้เสถียรภาพราคายาง"

“มติ ครม. ขายยางหมดสต๊อกของโครงการรัฐจำนวน 1.04 แสนตันราคาถูกมาก ทุบราคาในตลาดอย่างมหาศาลส่งผลราคายางตกต่ำและไร้เสถียรภาพราคายาง”

- 

อ่านข่าวนี้กดที่นี่

มติ ครม. ขายยางหมดสต๊อกของโครงการรัฐจำนวน 1.04 แสนตันราคาถูกมาก ทุบราคาในตลาดอย่างมหาศาลส่งผลราคายางตกต่ำและไร้เสถียรภาพราคายาง.เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2564 ได้เป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) และ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธาน กนย. ที่บงการ ใช้ให้ “การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท.” นำยางสต๊อกของโครงการรัฐที่เป็นยาง “รักษาเสถียรภาพราคายาง” จำนวน 104,763.37ตัน (1.04 แสนตันเศษ) ออกมาประมูลขายที่เกือบทั้งหมดเป็นยางแผ่นรมควันอัดก้อนหรือยาง RSS ประมาณ 100,717.33ตัน หรือร้อยละ 96.14 เป็นยางแท่ง STR20 จำนวน 3,751.89 ตัน หรือร้อยละ 3.58 และเป็นยางอื่นๆจำนวน 293.79 ตัน หรือร้อยละ 0.28.ประเด็นสำคัญก็คือการขายยางหมดสต๊อกมากกว่าแสนตันในครั้งเดียวที่ราคาถูกกว่าราคาตลาดประมาณ 30 บาท/กิโลกรัม จึงกระทบต่อราคายางในตลาดอย่างมหาศาลทำให้ราคายางในประเทศเกิดการผันผวนอย่างแรงราคาตกต่ำไม่มีเสถียรภาพราคายาง โดยราคายางในตลาดกลางไทยในวันที่ 20 เมษายน 2564 ที่เป็นวันกำหนดให้เสนอราคาซื้อกับ กยท.นั้น ราคายางแผ่นรมควันอัดก้อนหรือยาง RSS ราคา 66.90 บาท/กิโลกรัม ,ยางแทง STR20 ราคา 50.60 บาท/กิโลกรัม และยางอื่นๆ(ขี้ยาง)ราคา 47.45 บาท แต่กลับการขายยางราคาถูกที่ 37.27 บาท/กิโลกรัม ที่ขายต่ำกว่าราคายางทุกชนิด และขายให้แก่บริษัทเอกชนเพียงรายเดียว ข้อกำหนดในประกาศการขาย หรือ TOR เป็นการเอื้อประโยชน์และกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังจากส่งมอบยางให้บริษัทผู้ชนะประมูลแล้ว (สิ้นสุดสัญญา 31 พฤษภาคม 2564) ได้ทำลายเสถียรภาพของตลาดยางให้ตกต่ำลงโดยราคาน้ำยางสดในวันที่ 21-22 กรกฎาคม 2564 ราคา 41 บาท/กิโลกรัม จากราคาเดิมก่อนส่งมอบยางตามสัญญาเดือน พฤษภาคม 2564 อยู่ที่ 65.5 บาท/กิโลกรัม ต่ำลงมากถึง 24.5 บาท/กิโลกรัม และราคายางแผ่นรมควันอัดก้อน ราคาเคยอยู่ที่ประมาณ 70 บาท/กิโลกรัม ได้ตกมาอยู่ในราคาประมาณ 51 บาท/กิโลกรัม แม้ปัจจุบัน (กันยายน 2564) ราคายางยังต่ำกว่าวันที่ก่อนส่งมอบยางตามสัญญาอยู่ประมาณ 10.53 บาท/กิโลกรัม.ราคายางตกต่ำย้อนแย้งกับความต้องการของตลาดโลกและคำประกาศอย่างมั่นใจของรัฐบาลว่าในปี 2564 ราคายางจะขึ้นสูง ดังปรากฏทางสื่อมวลชนว่า นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ยืนยันอย่างมั่นใจว่า “แนวโน้มราคายางในไตรมาสที่ 3-4 ของปี 2564 จะมีเสถียรภาพมากขึ้น ราคายางแผ่นรมควันจะอยู่ในระดับ 60-70 บาท/กิโลกรัม และอาจจะขึ้นถึง 80 บาท/กิโลกรัม ก็มีสิทธิเป็นไปได้ ความต้องการใช้ยางในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยาง สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แม้จะมีวัคซีนมาใช้ยับยั้งการระบาดแล้วก็ตาม แต่ความจำเป็นในการใช้ถุงมือยางยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง” .เกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศเกิดความเสียหายโดยตรงและต่อเนื่องจากราคายางตกต่ำขายยางเท่าเดิมแต่ได้เงินน้อยลง เสมือนถูกปล้นเงินจากหยาดเหงื่อแรงกายไปทุกวัน จำนวนเกษตรการชาวสวนยางที่ลงทะเบียนไว้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีมากกว่า 1.7 ล้านครัวเรือน ที่เกณฑ์มาตราฐานผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 240 กิโลกรัม/ปี หากคูณที่ต้องสูญเสียเพราะราคาตกต่ำ 10.53 บาท/กิโลกรัมมูลค่าต้องเสียหายประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนใหญ่เกษตรกรสวนยางรายย่อยมีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ จำนวน 1.3 ล้านครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนมาก รายได้สูญเสียไปประมาณครัวเรือนละ 25,272 บาทต่อปี.ขณะเดียวกันยังทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างรุนแรงเมื่อแพร่ข่าวออกไปว่ารัฐบาลได้ขายยางของรัฐต่ำกว่าราคาตลาดโลกประมาณ 30 บาท/กิโลกรัม ซึ่งยางพาราเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาสากลเช่นเดียวกับน้ำมัน ทองคำ ฉะนั้นแม้ว่าผู้ซื้อต่างชาติจะมีความต้องการยางพาราของไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ปริมาณผลผลิตปีละ 4.5 ล้านตัน ส่งออกมากถึง 85 % แต่ราคาไม่ขึ้น เพราะต่างชาติจะใช้ราคายางที่ กยท. ขายได้เป็นราคาอ้างอิงในการกำหนดราคาซื้อยาง ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย เพราะรัฐด้อยค่ายางพาราเสียเอง โดยพบพฤติการณ์ไม่สุจริต ส่อไปทางทุจริตที่เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ได้ชงเรื่องขายยางเข้าคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 โดยอ้างว่าขออนุมัติดำเนินการตามมติ กนย. ครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน (เป็นต่อเนื่องมา 7 ปี) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรองประธานฯ แต่ปรากฎว่า มติ ครม. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 มีมติว่า “มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (การยางแห่งประเทศไทย) เร่งดำเนินการระบายสต๊อกยางในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ให้หมดไปโดยเร็วโดยคำนึงถึงระยะเวลาและระดับราคาจำหน่ายที่เหมาะสม เพื่อลดภาระงบประมาณและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของรัฐ”.ที่ออกมามีการบิดเบือนมติ กนย. ครั้งที่ 1/2563 คือ 1) เติมคำว่า “เร่งดำเนินการระบายสต๊อกยาง…ให้หมดไปโดยเร็ว”2) ตัดคำว่า “ราคายางในตลาด” ทิ้ง3) ตัดคำว่า “การนำยางในสต๊อกไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ” ทิ้ง.จึงไม่ตรงกับรายงานการประชุม กนย. วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่มีมติ “มติมอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทยระบายยางในสต๊อกโดยพิจารณาความเหมาะสมของสถานการณ์ราคายางในตลาด รวมทั้งการนำยางในสต๊อกไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐให้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และกฎระเบียบต่อไป”.ภายหลัง มติ ครม. ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เป็นกระบวนการไม่สุจริตส่อไปทางทุจริตกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ.1. กยท. มีการจัดทำราคาประเมินราคายางที่ทุบราคาตลาด ทั้งที่ ยางพาราเป็นสินค้าสากลเหมือน น้ำมันหรือทอง มีราคาอ้างอิงในตลาดโลกที่ตลาดญี่ปุ่นหรือ TOCOM ที่ตลาดสิงคโปร์ ที่ตลาดเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนมีกลไกราคาตามตลาดโลกและมีราคาตลาดกลางยางพาราไทยที่ กยท ประกาศทุกวันที่มีการซื้อขาย แต่กลับว่าจ้างบริษัทมาทำการประเมินขึ้นมาใหม่ให้ต่ำกว่าราคาตลาดกลาง ผิดวิสัยผู้ขายสินค้า ทั้ง ๆ ที่ใน กยท.มีนักวิชาการยาง สถาบันวิจัยยางที่สามารถประเมินคุณภาพสินค้ายางได้เองอยู่แล้วโดยราคาประเมินของ กยท. 37.01 บาท/กิโลกรัม ขณะที่ราคาตลาดกลางยางแผ่นรมควันอัดก้อนประมาณ 65-68 บาท/กิโลกรัม และเมื่อได้ราคาประเมินที่ต่ำมากแล้ว วันที่ 9 เมษายน 2564 ทำประกาศขายยางทั้งหมด 17 โกดังแบบเหมาคละอ้างขายรวมยางประเภทต่าง ๆ ใน สต๊อกของโครงการรัฐจำนวน 104,763,350 กิโลกรัม ทั้งที่ยางพาราเกือบทั้งหมดเป็นยางแผ่นรมควันอัดก้อน RSS จำนวน 100,717,000 กิโลกรัม หรือร้อยละ 96.14 ที่มีเนื้อยางบริสุทธิ์ประมาณ 98% ขึ้นไป การนำยางต่างชนิดขายคละเหมาไม่สุจริต ส่อไปทางทุจริตแม้ กยท. ประกาศซื้อขายยางที่ตลาดกลางและตลาดโลกรายวันก็ไม่มีชนิด “ยางเหมาคละ” แต่อย่างใด และคุณสมบัติคงทน ไม่เน่า ไม่เสีย หากเก็บรักษาตามมาตรฐาน จึงต้องแยกขายเหมือนตลาดโลกและตลาดกลางยางพารา ถึงจะถูกต้อง.2. การกระทำไม่ชอบชัดเจน การขายยางในสต๊อกของโครงการรัฐ จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และตามที่ข้อบังคับ คณะกรรมการ กยท ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับการพาณิชย์ พ.ศ.2561 โดยต้องสอดคล้องกับหลักการ …(2) โปร่งใส โดยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุต้องกระทำโดยเปิดเผย เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการทุกรายโดยเท่าเทียมกันมีระยะเวลาที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการยื่นข้อเสนอ มีข้อมูลหลักฐานการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฏหมายที่ชัด คือ(1) ประกาศกำหนดให้ผู้สนใจสามารถลงทะเบียน กับ กยท.ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 9 – วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นช่วงหยุดยาวสงกรานต์ต่อเนื่องวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จึงมีเวลาเพียง 3 วันทำการ ทั้งที่ โครงการมีมูลค่ากว่า 8 พันล้านบาท ซึ่งตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อ 51 วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป วงเงินเกิน 50 ล้านบาท ต้องให้ระยะเวลาในการเผยแพร่ประกาศไม่น้อยกว่า 20 วันทำการ (2) ประกาศกำหนดให้ผู้สนใจเข้าร่วมการเสนอราคา ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นแคชเชียร์เช็ค มูลค่า 200 ล้านบาท สั่งจ่าย กยท. และหลักฐานแสดงความสามารถในการชำระเงินที่ธนาคารรับรองไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งที่ให้ระยะเวลาเตรียมเอกสารเพียง 3 วันทำการ แสดงว่ารู้ล่วงหน้าว่าเป็นผู้ชนะการเสนอราคาครั้งนี้ (3) ประกาศไม่ได้กำหนดวันประมูลขายยางว่าเป็นวันใด ไม่ได้แจ้งราคาประเมินยางไม่ได้กำหนดให้ดูสภาพยางว่ามียางแต่ละประเภทเป็นยางอะไรบ้าง จำนวนเท่าใด และไม่ให้ผู้เข้าร่วมเสนอราคาได้รับฟังคำชี้แจงใด ๆ จาก กยท. .การจัดทำประกาศดังกล่าว ผู้ประกอบการโดยปกติทั่วไป ไม่มีรายใดที่จะสามารถเข้าร่วมประมูลได้ เนื่องจากมีระยะเวลาเตรียมตัวเพียง 3 วันทำการ ที่ต้องเตรียมหลักประกันกว่า 200 ล้านบาท และให้ธนาคารรับรองหลักฐานไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียม แต่ประกาศ ไม่ได้ให้ผู้ประกอบการเห็นสภาพและประเภทยาง อีกทั้ง ไม่มีการแจ้งราคาประเมิน .ผู้ที่เข้าเสนอราคาได้ ในกรณีดังกล่าว มีได้เฉพาะผู้ที่รู้ข้อมูลภายในล่วงหน้า โดยเฉพาะข้อเท็จจริงบ่งชี้เจตนามีบริษัท N เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียว เสนอราคา 37.27 บาท/กิโลกรัม ทั้งที่ไม่เห็นยาง และ กยท. ไม่เปิดเผยราคาประเมิน กลับกล้าเสนอราคาต่ำกว่าราคาตลาดมาก และราคาที่เสนอกลับสูงว่าราคาประเมินที่ กยท. ทำขึ้นใหม่ 37.01 บาท/กิโลกรัม เป็นหลักสตางค์ และ กยท.ไม่ยอมยกเลิกประมูลทั้งที่มีผู้เข้าเสนอราคารายเดียวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเชื่อได้ว่า การประมูลขายยางเอื้อประโยชน์ .3. การกระทำไม่ชอบชัดเจนเมื่อรัฐมนตรีฯได้ชี้แจงสภาผู้แทนราษฎรว่า การประมูลขายได้ดำเนินการตามระเบียบ กระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อ 215.“ข้อ 215 ระบุว่า การขายให้ดำเนินการขายโดยวิธีทอดตลาดก่อน แต่ถ้าขายโดยวิธีทอดตลาดแล้วไม่ได้ผลดีให้นำวิธีกำหนดเกี่ยวกับการซื้อมาใช้โดยอนุโลม ….”.ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก การขายทอดตลาดของ กยท. จะต้องมีการประกาศขายทอดตลาด โดยเงื่อนไขประกาศ จะต้องระบุในเรื่องดังต่อไปนี้- ประกาศต้องกำหนดวันรับฟังคำชี้แจง และคณะกรรมการฯ จะแจ้งราคาประเมินซึ่งเป็นราคาเริ่มต้นในการประมูล- ประกาศต้องกำหนดวันประมูลขายทอดตลาดว่าเป็นวันใด ณ สถานที่ใด- ประกาศต้องกำหนดวิธีการเสนอราคาแต่ละครั้ง คณะกรรมการจะขานราคาที่เสนอ 3 ครั้ง สำหรับครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ผู้สนใจเสนอราคาให้สูงขึ้นอีกย่อมกระทำได้ ต่อเมื่อคณะกรรมการฯ ได้ขานราคาครั้งสุดท้ายครบ 3 ครั้งแล้ว หรือเคาะไม้ ให้ถือเป็นราคาสูงสุด.แต่ประกาศประมูลยางในครั้งนี้ ไม่ได้มีการกำหนดในลักษณะดังกล่าว ทั้ง ไม่ใช่และไม่เข้าวิธีการใด ๆ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 จึงเป็นการประกาศประมูลขายยาง ที่กระทำโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย เป็นการประกาศขายยางด้วยวิธีการตามอำเภอใจ.4.โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณที่รัฐบาลต้องชดเชยเงิน จำนวน 9,955 ล้านบาทเศษ การขายในราคา 37.27 บาท/กิโลกรัม เป็นเงิน 3,904 ล้านบาทเศษก่อให้เกิดการสูญเสียงบประมาณของรัฐ (ผลขาดทุน) จำนวน 6,051 ล้านบาทเศษ จึงต้องจัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และผลขาดทุนรวมทั้งประโยชน์ที่จะได้รับไว้แล้ว และเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีด้วย ก่อนทำสัญญาขาย ตามมาตรา 27 พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 แต่ปรากฏว่าไม่ได้ดำเนินการขออนุมัติ ครม. แต่อย่างใด .5. กระทำมิชอบด้วยกฎหมายที่ไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 8 (4) ของ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ที่ต้อง “ดำเนินการให้ระดับราคายางพารามีเสถียรภาพ” การขายยางเป็นการทุ่มตลาดของเกษตรกร ทำลายเสถียรภาพของตลาดยางพาราไทยทำให้กระทบต่อราคายางในตลาดอย่างมหาศาล ราคายางในประเทศตกต่ำมาตลอด สร้างความเสียหายต่อเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศและราคายางไม่มีเสถียรภาพผันผวนอย่างมาก ดังที่กล่าวข้างต้น.6. ตาม มาตรา 35 พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ”ในการดำเนินการของ กยท.ให้คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชน” แต่การขายครั้งนี้ รัฐเสียหาย และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ให้เกิดแก่พี่น้องประชาชนเกษตรกรชาวสวนยาง มีแต่ซ้ำเติมราคาขายยางของพี่น้องชาวสวนยาง และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนเพียงรายเดียวให้ได้กำไรและผลประโยชน์ที่ข้อมูลเปิดเผยพบว่าราคาหุ้นของบริษัท ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2563 (กนย. มีมติให้ขายยาง) ราคาหุ้นบริษัท 2.48 บาท/ต่อหุ้น และถึง 31 สิงหาคม 2564 ราคาหุ้น 7.65 บาท/ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นถึง 208% มูลค่าหุ้นจาก 4,080,371,146 บาท เพิ่มเป็น 12,586,628,737 บาท ส่วนต่างมูลค่าที่เพิ่มมากถึง 8,506,257,591 บาท เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล.7. ยางที่นำมาขายเป็นยางคุณภาพดี มีกระบวนการซื้อยางคุณภาพไว้ในสต๊อกและเก็บรักษา มีการเช่าโกดังที่ได้มาตรฐาน และจ่ายค่าประกันภัย หากยางทั้ง 17 โกดังมีการสูญเสียเจ้าของโกดังและบริษัทประกันต้องรับผิดชอบ แต่ไม่ปรากฏเรื่องดังกล่าวและก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้เข้าดูสถานที่เก็บยางจริงที่ อ.หนองใหญ่ ก็เห็นสภาพยางยังดีอยู่ และจากคุณสมบัติของยาง องค์การยางระหว่างประเทศ หรือ INRO เคยเก็บยางนานถึง 17 ปียังไม่เสื่อมสภาพ จึงเชื่อว่ายางอยู่ในสภาพดี ตามรายงาน กยท. ในการประชุม กนย. เมื่อ 1 มิถุนายน 2563 ซึ่งอาจจะมีเสียรูปทรงบ้าง ราคาก็ถูกปรับลดไปเพียงกิโลกรัมละ 1-2 บาทเท่านั้น ไม่ใช่ขายที่ราคา กิโลกรัมละ 37.27 บาท ที่ต่ำกว่าราคาตลาดเกือบ 30 บาท/กิโลกรัม.8. ความเสียหาย- ผลขาดทุนจากการขายยางต่ำกว่าราคาตลาดที่เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องได้ส่วนต่างจากราคากลาง ประมาณ 2,919 ล้านบาทเศษ ที่หน่วยงานตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินและหลักฐานทางบัญชี ภาษีอากร และหลักฐานอื่นต่อไปได้- การขายยางเป็นการทุ่มตลาดของเกษตรกร เกษตรกรชาวสวนยางต้องเสียรายได้เพราะราคายางตกต่ำประมาณ 45,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสวนยางรายย่อยมีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ – กยท.ต้องชำระหนี้ ธกส. ที่เป็นหนี้อยู่ประมาณ 9,955 ล้านบาทเศษ เมื่อขายยางในราคา 37.27 บาท/กิโลกรัม เป็นเงิน 3,904 ล้านบาท เศษยังเป็นหนี้อีก 6,051 ล้านบาท- เสียหายต่ออนาคตที่ไทยเป็นประเทศผลิตยางอันดับ 1 ของโลก เมื่อแพร่ข่าวออกไปว่ารัฐขายยางราคาถูกมาก ราคายางในตลาดจะไม่ขึ้นเพราะต่างชาติจะใช้ราคายางที่ กยท. ขายได้เป็นราคาอ้างอิงในการกำหนดราคาซื้อยางพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กนย. ต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลา 7 ปีนับแต่หลังยึดอำนาจการปกครองปี 2557 ถือว่านานที่สุดตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีในประเทศไทยแต่ไม่มีนโยบายและความจริงใจสนับสนุนความพร้อมและศักยภาพให้เกษตรกรชาวสวนยาง ตลาดยางและอุตสาหกรรมยางบริหารงานแบบเช้าชามเย็นชาม ไม่ให้ความสำคัญต่อ “การรักษาเสถียรภาพราคายาง” การขายที่ทุบราคาตลาดครั้งนี้ในช่วงที่เป็นโอกาสที่ราคายางจะสูงขึ้นเนื่องจากเป็นอุปกรณ์ในการป้องกันโควิด รัฐบาลมักง่ายนำราคายางแผ่นรมควันอัดก้อน RSS ที่ถือว่าดีที่สุดนำไปขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาขี้ยาง เปรียบเสมือน “ขายผ้าเช็ดตัวในราคาเท่าผ้าเช็ดเท้า” เมื่อแพร่ข่าวออกไปว่ารัฐบาลได้ขายยางของรัฐต่ำกว่าราคาตลาดโลกประมาณ 30 บาท/กิโลกรัม จึงทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างรุนแรงที่ต่างชาติแม้มีความต้องการใช้ยางพาราแต่ราคายางตกต่ำเพราะรัฐบาลไทยที่ผลิตยางอันดับหนึ่งของโลกขายในราคาถูกแบบทุ่มตลาด ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายและรัฐยังด้อยค่ายางพาราไทยเสียเอง จึงเป็นประเด็นไม่ไว้วางใจ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กนย. และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้รักษาการ ตาม พ.ร.บ. การยางฯ และรองประธาน กนย. ด้วยข้อมูล หลักฐานและเหตุผลข้างต้น

พันตำรวจเอกทวี สอดส่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเลขาธิการพรรคประชาชาติ

#เอมหาชัย
#เอมหาชัยhttps://www.kochasrinews.com
ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์

ข่าวยอดนิยมในสัปดาห์