การแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แม้ผ่านวาระ 2 มาได้ แต่ก็ไม่ราบรื่น ระหว่างแก้ไข ขณะที่พรรคก้าวหน้าค้านหัวชนฝา 2 พรรคใหญ่ พลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทยก็ผนึกเดินหน้าแก้ไข โดยที่พรรคภูมิใจไทยประกาศงดออกเสียง
บรรยากาศการสลับฝั่งของฝ่ายค้าน-รัฐบาล สะท้อนอะไร ที่สำคัญใครได้ประโยชน์ แล้วประชาชนได้อะไร
“หลังจากที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการใช้บัตรเลือกตั้งสองใบและมี ส.ส.ระบบเขต จำนวน 400 คน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คนนั้น ยังเป็นที่ค้างคาใจของสมาชิกรัฐสภาบางส่วน บางพรรค บางกลุ่ม ที่อาจจะใช้สิทธิยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถ้าหากมีคำวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะมีการบังคับใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ซึ่งมีพรรคการเมืองที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะมีดังนี้ คือ
1.พรรคเพื่อไทย ถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่ได้ประโยชน์จากกติกาใหม่นี้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาการใช้บัตรใบเดียว ทำให้พรรคเพื่อไทยมีเฉพาะ ส.ส.ระบบเขตเท่านั้นไม่มี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อเลย เมื่อแก้ไขกติกาใหม่ก็จะมี ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 30-40 คน
2.พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคการเมืองใหญ่ก็จริง แต่จะได้รับประโยชน์จากกติกาใหม่ไม่มากนัก เพราะการใช้กติกาเก่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพลังประชารัฐมากที่สุด เพราะสามารถเอาชนะในระบบเขตมาแล้ว และมี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมากพอสมควรในการแก้กติกาใหม่ ไม่มีรับประกันว่าพรรคพลังประชารัฐจะมีจำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด แต่อาจจะประเมินภายในพรรคว่า เมื่อตอนนี้เป็นพรรคขนาดใหญ่แล้ว ถ้าใช้กติกาเก่าอาจจะมีผลกระทบต่อ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อเหมือนกับพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
3.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นเจ้าของร่างแก้ไขธรรมนูญในครั้งนี้ ที่พยายามเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเงื่อนไขการร่วมรัฐบาล แต่จะไม่มีได้รับประโยชน์จากกติกาใหม่มากนัก เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะเลือกตั้งในระบบบัตร 2 ใบหรือบัตรใบเดียว ก็จะไม่มีผลกระทบต่อ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมากนัก เพราะเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ มีฐานเสียงค่อนข้างแน่นอน
4.พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคการเมืองที่เน้นตัวผู้สมัครระบบเขตเป็นหลัก ทำให้คะแนนของพรรคมีน้อย ถ้าใช้ระบบบัตรใบเดียวก็จะมีคะแนนจากผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขตมารวมกัน ทำให้มี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมากขึ้นตามมาด้วย แต่เมื่อกติกาใหม่เป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ก็จะมีผลกระทบต่อจำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออย่างแน่นอน
5.พรรคก้าวไกล ในกติกาใหม่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าจะเป็นผลดี หรือผลเสียกับพรรคก้าวไกล เพราะพรรคก้าวไกลมุ่งเน้นสร้างกระแสพรรคเป็นหลัก ถ้าประชาชนศรัทธาในแนวทางของพรรคก้าวไกล จะทำให้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมากขึ้นโดยปริยาย เพราะ ส.ส.ระบบเขตจะเป็นคนหน้าใหม่ มีโอกาสได้รับเลือกตั้งน้อย เชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะไม่เสียเปรียบในกติกาใหม่
6.พรรคการเมืองขนาดเล็ก จะมีผลกระทบโดยตรงต่อจำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออย่างแน่นอน ถ้าหากออกระเบียบใช้เกณฑ์คะแนนขั้นต่ำในการคิดจำนวนระบบบัญชีรายชื่อด้วย ยิ่งทำให้ ส.ส.ปัดเศษ หรือมีคะแนนรวมไม่ถึงเกณฑ์ จะไม่มีที่นั่งของ ส.ส.ในสภาเลย
7.พรรคการเมืองตั้งใหม่ จะมีฐานคะแนนของพรรคน้อย จะมีโอกาสได้ ส.ส.ระบบเขต ที่มีตัวผู้สมัครโดดเด่นเท่านั้นส่วนคะแนน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ จะมีจำนวนน้อย
เมื่อมีการแก้กติกาการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และมีวิธีการคิดจำนวนที่นั่ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ย่อมมีผลการได้เปรียบ เสียเปรียบในระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เกิดขึ้นแน่อน แต่ถ้ามีการใช้ระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ แต่ใช้วิธีคิดจำนวนที่นั่งสัดส่วนผสมเหมือนรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ก็จะไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองมากนัก
เมื่อกติกาการเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญเปลี่ยนใหม่ ทำให้ทฤษฎีแตกแบงก์ย่อย หรือตั้งพรรคสาขาหมดไป ดังนั้น แนวโน้มและสถานการณ์การเมืองของพรรคการเมืองแต่ละพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคใดได้ พรรคใดเสีย ก็น่าจะพอมองเห็นอนาคตกันบ้าง”
ปรีชา วัชระนัย
ผู้อำนวยการสำนักข่าวคชสีห์นิวส์






