“ทวี สอดส่อง” เสนอแนวคิดปฏิรูปกองทัพ แฉไม่มีเขียนในรัฐธรรมนูญแม้แต่วรรคเดียว จี้ปฏิรูป 4 ด้าน โดยเฉพาะเร่งลดกำลังพล เหตุใช้งบทะลัก กอ.รมน.หน่วยงานรัฐซ้อนรัฐ แย่งงานหน่วยอื่น ใช้งบปีละเฉียดหมื่นล้าน จี้แก้ไขธรรมนูญศาลทหาร คดีที่พลเรือนเป็นผู้เสียหาย ทหารต้องขึ้นศาลพลเรือน รวมทั้งคดีทุจริตในกองทัพ
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้ร่วมพูดคุยประเด็นการปฏิรูปกองทัพและตำรวจ ในหัวข้อ “กองทัพ-ตำรวจ กับ การเมือง” ทาง The101.world ทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ดำเนินรายการโดย วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ พิธีกรชื่อดัง
@@ ไม่มีแนวคิด “ปฏิรูปกองทัพ” ใน รธน.
พ.ต.อ.ทวี กล่าวตอนหนึ่งถึงการปฏิรูปตำรวจ ทหาร และกระบวนการยุติธรรมว่า “เราต้องดูโครงสร้างของประเทศ โครงสร้างของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีเลยที่จะปฏิรูปทหาร และปฏิรูปกองทัพ รัฐธรรมนูญฉบับอื่นมีพูดบ้าง แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีเลย และแม้จะบอกให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็ตาม แต่ให้ไปปฏิรูปตำรวจอย่างเดียว อันนี้ก็เป็นประเด็นที่สำคัญ
ผมคิดว่าส่วนราชการทุกหน่วยควรจะมีการปฏิรูป เราต้องยอมรับว่าถ้ากองทัพเอาแค่ปฏิรูป 4M ก็คือ ‘คน’ คนของกองทัพผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาต้องลดลง มันล้นเหลือมากแล้ว งบประมาณจำนวนมาก ถ้าจำไม่ผิดก่อนยึดอำนาจประมาณร่วมๆ ทั้งหมดก็ 8 หมื่นล้านบาท แต่หลังยึดอำนาจมีบางปีพุ่งไปรวมๆ ก็ 4 แสนล้าน มันเยอะ แค่งบกำลังพลเวลาขอมาอย่างปี 64 งบการเงินนะ 5.8 แสนล้าน แค่กำลังพลอย่างเดียวนะ พอมาดูการใช้จ่ายงบ สตง.ตรวจ เอางบกำลังพลไป 6.9 หมื่นล้าน คือลำพังกำลังตัวเองก็เยอะแล้ว แล้วก็ไปพอกอีก คือเราน่าจะลดกำลังพล”
@@ กอ.รมน.หน่วยงานรัฐซ้อนรัฐ
“ที่สำคัญอันหนึ่งก็คือเราเกิด กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) กอ.รมน.ก็คือมีหน่วยงานอยู่ มีคนเท่าที่มาชี้แจงงบประมาณก็ไม่ถึง 200 คน แต่มีงบประมาณ 7 พันกว่าล้าน บางปีก็ 9 พันกว่าล้าน บางปีก็หมื่นกว่าล้านบาท ตอนหลังๆ ก็ลดลงมา
คือ กอ.รมน.ไม่มีงานของตัวเองเลย ก็เอาไปซ้ำซ้อนกับงานคนอื่น หน่วยราชการที่มีพื้นที่เต็ม 100 เปอร์เซนต์ มี 2 หน่วยที่ชัดเจนเลยนะ คือกระทรวงมหาดไทย ทุกตารางนิ้วของประเทศไทยมีกระทรวงมหาดไทย อันที่ 2 ก็คือตำรวจ แต่ กอ.รมน.ก็เป็นหน่วยงานที่ให้ทุกหน่วยมารายงานตัวเอง คือเขามีกำลังพลอยู่แค่ 100 กว่าคน ที่เหลือเอามาช่วยราชการ บรรจุเป็นกำลัง กอ.รมน. อันนี้คือรัฐซ้อนรัฐ”
@@ เสนอไอเดียปฏิรูป 4 ด้าน – แก้ธรรมนูญศาลทหาร
“ผมมองที่ปฏิรูปกองทัพ คือ 1 ปฏิรูปคน อันที่ 2 การจัดซื้ออาวุธ อันที่ 3 เป็นปฏิรูปการบริหารจัดการ ผมมองว่า หลายอย่างมันเป็นไขมันเยอะไปไหม อีกอันหนึ่งก็คือ 4.ในเรื่องการเงิน ก็อย่างที่บอกก่อนรัฐประหาร 8 หมื่นล้านบาท ตอนนี้ปาไปหลายแสนล้าน
ที่สำคัญอย่างยิ่งของกองทัพ คือเวลาจะมีข่าวเรื่องบุคลากรทหารกระทำผิด เรื่องใหญ่ที่สุดที่เขาบอกตรวจสอบไม่ได้ มันจับต้องไม่ได้ คือเขามีธรรมนูญศาลทหาร หมายถึงว่า ถ้าทหารกระทำผิดร่วมกับพลเรือนมาขึ้นศาลพลเรือน แต่ถ้าทหารกระทำผิดตามลำพัง ไม่มีพลเรือนร่วม ก็ต้องไปขึ้นศาลทหาร คราวนี้การไปขึ้นศาลทหารเรื่องการทุจริตเนี่ย จะทุจริตกันเองในกองทัพอยู่แล้ว แต่พอไปขึ้นศาลทหารผู้พิพากษาศาลทหาร ถ้าหากผู้อนุมัติเงินอย่างเช่น จีที 200 ถ้าผู้อนุมัติมียศใหญ่กว่า แล้วถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ไม่ได้ให้ไปศาลทุจริตนะ แต่ไปศาลทหาร เพราะไม่มีพลเรือนร่วมด้วย พอเข้าศาลทหาร คนนั่งเป็นจำเลยยศใหญ่กว่าคนตัดสินอีก ยกตัวอย่างแบบนี้
ผมคิดว่าเราต้องน่าจะปฏิรูปปรับปรุง เราเดินทางมาถึงวันนี้ เกี่ยวกับทหาร ถ้าเป็นเรื่องอาชญากรรมที่กระทบต่อประชาชนสูง การทุจริตงบประมาณอะไร ควรที่จะมาสู่ศาลอาญาทุจริต เหมือนผู้พิพากษากระทำความผิด เหมือนตำรวจกระทำความผิด เหมือน ป.ป.ช.กระทำความผิด
ผมยกตัวอย่าง คือผมคิดว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราไม่มีพูดเรื่องการปฏิรูปกองทัพเลย องค์กรอิสระก็ไม่มี ก็ศาลก็ไม่มี กระบวนการยุติธรรมเราจะมีเฉพาะปฏิรูปตำรวจ และคดีก็ล่าช้า ที่ภาคใต้ที่เราพูดกันมากก็คือท่าน ส.ว.ฟัครุดดิน บอตอ เป็นเจ้าของโรงเรียนดารุสลามที่มีนักเรียนมากที่สุดในจังหวัดนราธิวาส ท่านถูกยิงเมื่อปี 49 -50 แล้ววันนี้เรื่องก็ยังคาอยู่ ศาลทหารปัตตานีที่ตัดสิน ก็อุทธรณ์ ฎีกา ถ้าเป็นศาลพลเรือน วันนี้ศาลฎีกาตัดสินไปหมดแล้ว ไม่นานขนาดนั้น นี่คือตัวอย่าง ผมคิดว่ากองทัพก็ควรจะปฏิรูป
การปฏิรูปทุกพรรคฝ่ายค้านเห็นด้วยว่าควรจะแก้ธรรมนูญศาลทหาร แก้ง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าผู้เสียหายเป็นบุคคลที่ต้องขึ้นศาลพลเรือน ก็ให้ทหารไปขึ้นศาลพลเรือนด้วย เว้นแต่เป็นเรื่องวินัยทหาร เรื่องอะไรในหน่วยทหาร แต่ทหารไปยิงทหารตาย จะไปขึ้นศาลทหาร ทหารยังน้อยใจเลยว่าทำไมไม่ขึ้นศาลพลเรือนเหมือนคนอื่น ศาลพลเรือนกับศาลยุติธรรมมันมี 3 ศาล สิ่งต่างๆ พวกนี้ทางภาคใต้เราจะรู้ เรามีปัญหาลักษณะแบบนี้เยอะ ยุ่งยากมาก การเข้าหาความยุติธรรมมันไม่ใกล้เหมือนที่อื่น มันไกลเหลือเกิน มันอยากเย็นเหลือเกิน แล้วก็เป็นจุดหนึ่งเมื่อความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรมมันยาก เมื่อไม่ยุติธรรมแล้วมันก็นำไปสู่ความขัดแย้ง”
@@ ประเทศไทย : กองทัพคือสถาบันการเมือง
“ปกติทางการเมือง เขามีสถาบันการเมืองคือพรรคการเมือง สำหรับประเทศไทยสถาบันการเมืองที่เกิดขึ้นมาก็คือกองทัพ หลักการทั่วไปในระบอบประชาธิปไตย สถาบันการเมืองคือพรรคการเมือง แต่นี่เป็นกองทัพ แล้วก็ต้องยอมรับว่าตลอดเส้นทางการเป็นประชาธิปไตย ก็มีการยึดอำนาจโดยกองทัพ พอยึดอำนาจมาก็คือสร้างเป็นรัฐรวมศูนย์
การปฏิรูปกองทัพวันนี้อย่างที่ผมพูด คือเมื่อประเทศอยู่ในภาวะยากจนแบบนี้ ถ้าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีมาตราไหนให้ปฏิรูปกองทัพเลย การปฏิรูปกองทัพอันหนึ่งถ้าทำไมได้ ก็ดูแค่เรื่องความสมเหตุสมผลในการใช้งบประมาณ คือวันนี้กองทัพจะขออะไรก็ได้ งบประมาณผ่านได้ อันนี้คือปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็พองานตัวเองไม่ค่อยเยอะนัก ก็มาทำทุกเรื่องที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยราชการอื่น (ในบทบาท กอ.รมน.) อันนี้ก็ถึงเวลาที่เราน่าจะปฏิรูปใน 4M ที่ผมพูดก่อนหน้านี้ รวมถึงไม่ใช่แค่ปฏิรูปแค่กองทัพเพียงอย่างเดียว เราน่าปฏิรูประบบราชการที่มันหัวโตมากให้เล็กลง ถึงเวลาควรจะกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ หรือถ่ายโอนหน่วยงานไปอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างจริงจังเสียที”
@@ จี้รื้อโครงสร้าง “กองทัพตำรวจ”
พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวอีกตอนหนึ่งถึงเรื่องการปฏิรูปตำรวจว่า “เราก็ได้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ก็ไม่ต่างจาก พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 แต่ฉบับเดิมพอใช้มาถึงปี 2557 มีการยึดอำนาจ พ.ร.บ.ฉบับนี้ระบบการแต่งตั้งโยกย้ายก็มีคำสั่ง คสช.มากมายเลย
สำหรับฉบับใหม่ที่บอกว่าไม่ต่างจาก พ.ร.บ.ปี 2547 ก็คือ เราก็ยังได้โครงสร้างเป็นแบบเดิม คือไม่ได้กระจายอำนาจไป คือโครงสร้างแบบทหาร ต้องยอมรับว่า ตำรวจในระบอบประชาธิปไตย ตำรวจคือหน่วยงานของรัฐเพียงฝ่ายเดียวที่เข้าไปติดต่อสัมพันธ์กับประชาชน 24 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเขาต้องไปทำหน้าที่เกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรม ความสงบเรียบร้อย แล้วงานตำรวจพอเราจัดโครงสร้างเป็นกองทัพตำรวจ งานตำรวจต่างจากงานทหารอย่างสิ้นเชิงเลย
ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ตามลำพัง โดยมีโอกาสใช้วิจารณญาณภายใต้ขอบเขตของการตีความทางกฎหมาย ซึ่งต่างกับทหารที่ต้องปฏิบัติตามคำสังของผู้บังคับบัญชา อีกประการหนึ่งที่สำคัญ ตำรวจต้องติดต่อสัมพันธ์กับประชาชนโดยตรงเลย แต่ทหารเขามีหน้าที่ป้องกันประเทศ การริเริ่มของตำรวจมันริเริ่มจากสายตรวจ สายสืบ แล้วรายงานขั้นไปตามลำดับชั้น แต่การริเริ่มของทหารเริ่มจากข้างบนลงล่าง”
@@ แนะเหลียวแลงานสายตรวจ-สายสืบ
“ผมรู้สึกเสียใจว่า งานตำรวจที่ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของตำรวจ คือตำรวจสายตรวจ ตำรวจสายตรวจทั่วประเทศเขาต้องไปสัมผัส มีเหตุอะไรเขาต้องเข้าไป เราควรจะฝึกอบรม ควรจะพัฒนา ควรจะเสริมสร้างศักยภาพเขา ควรจะทุ่มอะไรไปให้กับคนกลุ่มนี้มากกว่าที่จะไปทำที่โครงสร้างตำรวจ
อีกกลุ่มหนึ่งที่ถือว่าสำคัญมาก ก็คือตำรวจที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวน การแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน คือตำรวจกลุ่มนี้กลับไม่ได้รับการเหลียวแลในอดีต และปัจจุบันก็ยังน้อยอยู่ คือโครงสร้างพวกนี้เราปฏิรูปน้อยมาก
@@ เผยจุดดี พ.ร.บ.ตำรวจใหม่ แต่ยังไม่ยึดโยงชาวบ้าน
“แต่การปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ ผมว่ามีจุดดีก็คือ การเอาระเบียบ ก.ตร.เดิม เอามาอยู่ในกฎหมาย เพื่อหวังผลให้การแต่งตั้งย้ายมีความเป็นธรรม เช่น มีการครองตำแหน่งกี่ปีๆ เดิมมันก็มีอย่างนี้อยู่ แต่ไปมีกฎ ก.ตร.อยู่ข้อหนึ่งว่า ทั้งนี้ ก.ตร.เห็นเป็นอย่างอื่น หลักเกณฑ์ก็ยกเลิก ซึ่งหลักเกณฑ์จะถูกรื้อได้ทันทีถ้า ก.ตร.มีมติไม่เห็นด้วย
ที่ผ่านมาเวลาการโยกย้ายตำรวจต้องมีการฝากกัน ไม่มีตั๋วก็ไม่ได้ แต่การแก้กฎหมายครั้งนี้เราก็เอามาบัญญัติไว้ในกฎหมาย แล้วก็มีคณะกรรมการนโยบายตำรวจ มีคณะกรรมการ ก.ตร. และยังมีคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม ที่เรางอกมา แล้วก็มีกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ ซึ่งปกติพวกนี้จะไปใช้ช่องของศาลปกครอง คิดว่าพวกนี้อาจจะมีประโยชน์อยู่ส่วนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของตำรวจหมดไม่ใช่เรื่องของประชาชน ประชาชนอยากได้ตำรวจที่ให้ความเป็นธรรม ประชาชนอยากได้ตำรวจที่พูดจาภาษาคนเข้าใจเขา สิ่งต่างๆ พวกนี้ พอเราไม่มีประชาชนมายึดโยง คือการแต่งตั้งก็ยังอยู่กับผู้บังคับบัญชา”








