วันจันทร์, สิงหาคม 17, 2026
หน้าแรกอาชญากรรมจ.ประจวบคีรีขันธ์ แม่ร้อง "ปวีณา" น้าสาวแท้ๆ หลอกลวงบังคับลูกสาวตนวัย 18 ปี พัฒนาการช้า ให้น้าเขย (สามีน้าสาว) ข่มขืน ขู่ฆ่าห้ามบอกใคร

จ.ประจวบคีรีขันธ์ แม่ร้อง “ปวีณา” น้าสาวแท้ๆ หลอกลวงบังคับลูกสาวตนวัย 18 ปี พัฒนาการช้า ให้น้าเขย (สามีน้าสาว) ข่มขืน ขู่ฆ่าห้ามบอกใคร

อ่านข่าวนี้กดที่นี่

นที่ 7 เม.ย.65 จ.ประจวบคีรีขันธ์ แม่ร้อง “ปวีณา” น้าสาวแท้ๆ หลอกลวงบังคับลูกสาวตนวัย 18 ปี พัฒนาการช้า ให้น้าเขย (สามีน้าสาว) ข่มขืน ขู่ฆ่าห้ามบอกใคร ซ้ำวางแผนแจ้งความโยนความผิดให้พ่อกับลุงรับกรรม ตำรวจพบพิรุธหญิงสาวมีอาการเหม่อลอยไม่ปกติจึงได้นำตัวส่ง รพ. “ปวีณา” ประสาน ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ สวญ.สภ.สามกระทาย และ ผกก.สภ.สามร้อยยอด ออกหมายจับน้าสาวแท้ๆ กับน้าเขย คืนวันที่ 6 เม.ย. สอบสวนทั้งสองคนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา วันนี้ 7 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบรับคำรับสารภาพที่เกิดเหตุ และเก็บหลักฐานนิติวิทยาศาตร์ในที่เกิดเหตุ วันที่ 8 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัว ผู้ต้องหาฝากขังที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมคัดค้านการประกันตัว

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 เม.ย.65 นางสาวแอ๋ว (นามสมมุติ) ร้องทุกข์มูลนิธิปวีณาฯ แจ้งว่า นางสาวเอ (นามสมมุติ) ลูกสาววัย 18 ปี ซึ่งมีพัฒนาการช้า ไปพักอาศัยอยู่ที่บ้าน ยาย เนื่องจากตนและสามีไม่สบายไปรักษาโควิด ต่อมาวันที่ 5 มี.ค. 65 น้าสาวกับน้าเขยซึ่งมีพฤติกรรมเสพยาเสพติด ได้ล่อลวงบังคับ น.ส.เอ พาไปข่มขืนที่ป่ายางข้างทาง จากนั้นได้พาไปข่มขืนที่บ้านพักของน้าสาวกับน้าเขยอีกหลายครั้งและข่มขู่ห้ามบอกใคร กระทั่งวันที่ 8 มี.ค.65 น้าสาวได้นำ น.ส.เอมาส่งคืนที่บ้านยายเหมือนเดิม และข่มขู่ฆ่าห้ามบอกใคร ต่อมาวันที่ 13 มี.ค.65 ตนและสามีหายป่วยจากโควิดจึงได้กลับมาบ้านและไปทำงานตามปกติ กระทั่งวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา น้าสาวกับน้าเขยได้มารับน.ส.เอจากบ้านยายไปอีก โดยไม่ได้แจ้งให้ยายและตนทราบ เมื่อตนกลับจากทำงานไม่เห็นลูกสาวจึงติดต่อเบอร์น้าสาวก็ไม่สามารถติดต่อได้ ไปตามที่บ้านน้าสาวก็ไม่เจอ วันที่ 31 มี.ค.65 ตนจึงเข้าแจ้งความที่ สภ.สามกระทาย ว่า น้าสาวรับน.ส.เอ ไปแล้วไม่สามารถติดต่อได้ ต่อมาวันที่ 1 เม.ย. 65 น้าสาวกับน้าเขยได้พา น.ส.เอ เข้าแจ้งความที่ สภ.สามกระทาย ว่า น.ส.เอ ถูกพ่อแท้ๆ และลุงข่มขืน แต่พนักงานสอบสวนสังเกตเห็นความผิดปกติว่า น.ส.เอ มีอาการหวาดกลัวและเหม่อลอย ตำรวจจึงได้พาตัว น.ส.เอ ส่ง รพ.แห่งหนึ่งเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งน้าสาวกับน้าเขยได้ตามไป รพ.ด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่พยาบาล รพ.ซักถาม และน้าสาวกับน้าเขยให้ข้อมูลกับทาง รพ.มีข้อพิรุธ และเห็นว่า น.ส.เอ มีอาการอ่อนเพลียเหม่อลอย รพ. จึงขอรับตัวน.ส.เอ นอนสังเกตอาการที่รพ.ก่อน แต่น้าสาวกับน้าเขยไม่ยอมจึงได้พา น.ส.เอ หนีออกจาก รพ.ไปหลบอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งใกล้ รพ. มีพระในวัดเห็นจึงได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจ และตำรวจได้นำตัว น.ส.เอ มาส่ง รพ.อีกครั้ง และตำรวจแจ้งให้ตนทราบ น.ส.เอ นอน รพ.ถึงวันที่ 4 เม.ย. 66 แพทย์ได้อนุญาตให้น.ส.เอ กลับมาบ้าน น.ส.เอจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังว่าถูกน้าเขยข่มขืนมา 5 ครั้ง ในช่วงเดือนมี.ค. ระหว่างที่แม่กับพ่อไปรักษาโควิด และน.ส.เอ ต้องไปอยู่บ้านยาย โดยน้าสาวกับน้าเขยจะมาลากตัวจากบ้านยายไปกระทำในป่าหญ้า ที่กระท่อม ที่บ้านยาย และที่บ้านพ่อแม่ด้วย ทุกครั้งที่ถูกน้าเขยกระทำจะมีน้าสาวคอยจับแขนจับขาไม่ให้ดิ้นขัดขืน ตอนนี้ลูกสาวยังมีอาการหวาดผวาเมื่อได้ยินชื่อน้าสาวกับน้าเขยเพราะทั้งสองเคยข่มขู่จะฆ่าให้ตายถ้าเอาเรื่องทั้งหมดไปบอกใคร ตนจึงติดต่อขอความช่วยเหลือมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยติดตามคดีให้ด้วยเพราะเกรงว่าทั้งสองคนจะหลบหนี

คชสีห์นิวส์ 15
คชสีห์นิวส์ 15
บรรณาธิการข่าวทั่วไป

ข่าวยอดนิยมในสัปดาห์