23 พฤษภาคม 2568, กรุงเทพมหานคร – แม้หลายประเทศจะประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นและเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่สถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคเอเชียกลับน่ากังวล เมื่อยอดผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยอาการรุนแรงกลับมาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยและกัมพูชา
ไทยพบผู้ป่วยสะสมกว่าแสนราย กลุ่ม 608 เสี่ยงสูงสุด
กระทรวงสาธารณสุขไทยเปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ป่วยโควิด-19 สะสม 108,891 ราย เสียชีวิต 27 ราย โดยกว่า 80% ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุ และส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง (กลุ่ม 608) ซึ่งรวมถึงผู้มีโรคเรื้อรังและเด็กเล็ก
สายพันธุ์ที่ระบาดล่าสุดคือ สายพันธุ์ XEC ซึ่งเป็นลูกหลานของโอไมครอน แม้จะมีอาการไม่รุนแรงนัก แต่แพร่เชื้อได้เร็วมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เอื้อต่อการรวมกลุ่มของประชาชนและกิจกรรมในพื้นที่ปิด
สธ.จึงแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง สวมหน้ากากในที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ หากป่วยให้รีบพบแพทย์ และหลีกเลี่ยงใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ พร้อมรณรงค์ให้เข้ารับวัคซีนกระตุ้นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังกลุ่มเปราะบาง
กัมพูชาพบโควิดสายพันธุ์ JN.1 – เร่งฉีดวัคซีนทุก 6 เดือน
ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชาเปิดเผยว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่สายพันธุ์ JN.1 (Omicron) ในหลายชุมชน แม้ยอดผู้ติดเชื้อรายวันยังต่ำ แต่รัฐบาลไม่ประมาท โดยออกประกาศให้ประชาชนอายุ 12 ปีขึ้นไปเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นทุก 6 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ต้องไปโรงเรียนหรือทำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะ
นางยุค ซัมบัธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกัมพูชา กล่าวย้ำว่า “ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงฯ และ WHO โดยผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนต้องเร่งฉีดให้ครบ ส่วนผู้ที่ฉีดไปแล้ว ควรรับเข็มกระตุ้นเป็นประจำเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง”
ย้ำ! โควิด-19 ยังไม่จบ วัคซีนยังจำเป็น
การกลับมาของโควิด-19 ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าโรคนี้ยังไม่หมดไป หากประชาชนละเลยการป้องกัน ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง รัฐบาลทั้งไทยและกัมพูชายังคงเน้นมาตรการป้องกัน พร้อมเดินหน้าสื่อสารกับประชาชน และรณรงค์ให้เข้ารับวัคซีนอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดรุนแรงอีกระลอก
โดย วณิชา สุมานัส
ที่มา: สำนักข่าวรอยเตอร์
เผยแพร่โดย: Kochasri News Agency






