ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) คืออะไร สำคัญกับการเลือกนายกฯ มากน้อยแค่ไหน พร้อมเปิดสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ในการเลือกตั้ง66 ที่กำลังจะมาถึง ประชาชนผู้มีสิทธิสามารถลงคะแนนในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต หรือที่เรียกว่า ส.ส.แบ่งเขต ซึ่งผู้ชนะวัดด้วยวิธีง่ายๆ จากระบบเสียงข้างมาก อีกส่วนหนึ่งคือเลือก “พรรคที่ชอบ” เพื่อเป็นแต้มต่อในการส่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ที่แต่ละพรรครวบรวมรอไว้บัญชีละ 100 คน ผ่านการคิดคำนวณแบบคู่ขนาน หรือ Mixed Member Majoritarian System (MMM)
กติกาเลือกตั้ง ส.ส.เขต เข้าใจไม่ยาก เนื่องจากใช้ระบบเสียงข้างมากแบบธรรมดา คือ ผู้สมัคร ส.ส. คนใดได้คะแนนสูงสุดจากผู้มาใช้เสียงทั้งหมดในเขตเลือกตั้งนั้นก็จะเป็นผู้ชนะ และได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนเขตเลือกตั้งเข้าไปนั่งในสภา
ในขณะที่การคำนวณสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซับซ้อนและเป็นที่ถกเถียงมากกว่า ถึงขนาดที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคยเปลี่ยนสูตรคำนวณมาแล้วในปี 2562 กฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่ระบุขั้นตอนการคำนวณไว้ชัดเจนแล้ว จึงชวนทำความเข้าใจวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วยภาษาที่อ่านเข้าใจได้เป็นขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)
กฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่จะใช้ระบบ Mixed Member Majoritarian หรือ MMM หรือระบบที่คนนิยมเรียกว่า “ระบบคู่ขนาน” (Parallel System) เนื่องจากเป็นระบบการจัดสรรที่นั่ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบแยกขาดออกจากกัน โดยมาตรา 96 ของกฎหมายเลือกตั้ง กำหนดขั้นตอนการคำนวณสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไว้ดังนี้
1) ให้รวมผลคะแนนทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ หารด้วย 100 ผลลัพธ์ที่ได้ คือ “คะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อหนึ่งคน”
2) ให้นำคะแนนรวมจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ หารด้วยคะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อหนึ่งคน ผลลัพธ์ที่ได้ “เฉพาะส่วนที่เป็นจำนวนเต็ม” คือจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ
3) ถ้าจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้รับรวมกันไม่ครบ 100 คน กฎหมายเลือกตั้งระบุไว้ชัดว่า ให้ “พรรคการเมืองที่มีผลลัพธ์ที่เป็นเศษโดยไม่มีจำนวนเต็ม” และ “พรรคการเมืองที่มีเศษหลังการคำนวณตามข้อ 2) ข้างต้น” พรรคใดเป็นหรือมีเศษจำนวนมากที่สุด ให้ได้รับจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 1 คนเรียงตามลำดับ จนกว่าจะมีจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองทั้งหมดได้รับรวมกันครบ 100 คน
ทั้งนี้ วิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อสำหรับการเลือกตั้ง 2566 จะมีความแตกต่างกับระบบการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ตรงที่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้กำหนด “คะแนนขั้นต่ำของพรรคที่จะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ” ไว้ที่ร้อยละ 5 ของคะแนนรวมทั้งประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ “ส.ส.ปัดเศษ” หรือ ส.ส.จากพรรคที่ได้คะแนนน้อยกว่า “คะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อหนึ่งคน”
ทั้งนี้การคำนวณสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อตามกฎหมายเลือกตั้งปี 2566 ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เนื่องจากเป็นสูตรคำนวณเดียวกับการเลือกตั้งปี 2554 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) โดยกฎหมายเลือกตั้งในขณะนั้น ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนเท่ากับกฎหมายฉบับปัจจุบัน โดยระบุเพียงว่า
“ในกรณีที่จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองได้รับรวมกันทุกพรรคการเมืองมีจำนวนไม่ครบหนึ่งร้อยยี่สิบห้าคน ให้พรรคการเมืองที่มีผลลัพธ์ตาม (๓) เป็นเศษที่มีจำนวนมากที่สุด…” แต่ในทางปฏิบัติ กกต. ก็คำนวณผลการเลือกตั้งโดยนับรวมพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงน้อยกว่า “คะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อหนึ่งคน” เข้าด้วย ทำให้ผลการเลือกตั้งปี 2554 มี “ส.ส.ปัดเศษ” จำนวน 4 คน
ส.ส.ปัดเศษมีลุ้นเข้าสภา แต่ความสำคัญอาจน้อยลงในการจัดตั้งรัฐบาล
แม้ว่าในปี 2566 ปรากฏการณ์ “ส.ส.ปัดเศษ” (ในที่นี้หมายถึง ส.ส.จากพรรคที่ได้คะแนนเสียงน้อยกว่าคะแนนเฉลี่ยต่อส.ส.บัญชีรายชื่อหนึ่งคน) ยังสามารถเกิดขึ้นได้ แต่มีแนวโน้มว่าบรรดา ส.ส.ปัดเศษ เหล่านี้ จะมีความสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลน้อยลง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2562 เนื่องจากส.ส.ปัดเศษแม้จะเกิดขึ้นได้ แต่ก็เกิดขึ้นได้ยากกว่าปี 2562 มาก เห็นได้จากตัวอย่างการคำนวณข้างต้น จะมี ส.ส.ปัดเศษเพียง 3 คน ซึ่งน้อยกว่าปี 2562 ที่มี ส.ส.ปัดเศษทั้งหมด 11 คน
นอกจากนี้ คะแนนเสียงที่พรรคการเมืองนั้นได้รับจะต้องแตะหลักแสน ต่างกับปี 2562 ที่มีพรรคการเมืองซึ่งได้รับเพียง 35,099 เสียง ก็สามารถมี ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว เมื่อส.ส.ปัดเศษเกิดได้ยากขึ้นและมีจำนวนน้อยลง โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบปี 2562 ที่เหล่า ส.ส.ปัดเศษ 11 คน มีอำนาจต่อรองเพื่อเข้าร่วมกับพรรครัฐบาล คงเกิดได้ยากขึ้น
ที่มา : iLaw
เปิดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีสิทธิได้เป็น ส.ส.เข้าสภาหลังเลือกตั้ง 2566
ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ในลำดับเซฟโซนของแต่ละพรรค ที่มีโอกาสได้เข้าสภา คำนวณจากจำนวนคะแนนของพรรคที่ได้จากการเลือกตั้ง 2562 ที่ต้องได้อย่างต่ำ 350,000 เสียง ต่อ ส.ส. 1 คน
การเลือกตั้ง 2566 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52 ล้านคน ลงคะแนนผ่านการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ คือบัตร ส.ส.เขต และบัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
โดยการคำนวณหายอด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะใช้สูตรหาร 100 ซึ่งพรรคใหญ่จะส่งผู้สมัครครบ 100 ชื่อ ตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2566
หมายความว่า กว่าจะถึงบรรทัดสุดท้าย ได้ ส.ส. 1 คน ต้องนำคะแนนรวมจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทุกพรรครวมกัน แล้วหารด้วย 100 จากนั้นนำคะแนนแต่ละพรรคได้รับ หารด้วยคะแนนเฉลี่ย หากดูตัวเลขเก่าจากการเลือกตั้ง 2562 มาเป็นสูตรคำนวณแบบหาร 100
การเลือกตั้ง 2562 มีคะแนนเลือกตั้ง 74 พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวม 35,561,556 คะแนน หารด้วย 100 จะได้ ส.ส. 1 คน ต้องมีคะแนนจากบัตรลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ 355,615 ใบ







