ผมคิด และได้ผลสรุปมานานแล้วว่า ขบวนการสามกีบล้มเจ้าเพื่อล้มล้างการปกครองนี้ มีขบวนการใต้ดินทำกันมานาน และต่อเนื่อง ที่เราเห็น ธนาธร ปิยบุตร ช่อ พรรณิการ์ และคนอื่น ๆ ลงมาเล่นการเมืองตามครรลองประชาธิปไตย หรือเห็นนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยร่วมขบวนนั้น ก็เคลื่อนไหวทางการเมืองตามครรลองประชาธิปไตย หรือเด็กน้อยเด็กงั่กตามท้องถนน นั้นก็เคลื่อนไหวทางการเมืองตามครรลองประชาธิปไตย แต่ทั้งหมดนั้นมีจุดเริ่มต้นจากอาจารย์ นักการเมือง และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจำนวนหนึ่ง ที่มีแนวคิดต่อต้านการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
โดยกลุ่มคนชั้นนำเหล่านั้น ได้ปลูกฝังความคิดในการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขให้กับบุคคลต่าง ๆ มากมายซึ่งเราเห็นหน้าได้ยินชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ว่า ธนาธร ปิยบุตร ช่อ พรรณิการ์ ฯลฯ จะเป็นคนหลอกลวงประชาชน และเยาวชน แต่ธนาธร ปิยบุตร ช่อ พรรณิการ์ ฯลฯ คือเยาวชนชุดแรก ๆ ที่โดนหลอก และถูกล้างสมองมาก่อน ประชาชน และเยาวชนที่ออกหน้าอยู่ในปัจจุบัน เรียกร้องให้ยกเลิก 112 และปฏิรูปสถาบันฯ ปฏิรูปการปกครอง นั้นเป็นหนึ่งในยุทธวิธีทางการเมืองที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเอาไว้ ซึ่งล้วนแต่ถูกปลูกฝัง ล้างสมองมาหลายเจนเนอเรชั่นแล้ว
เวลาผมเห็นธนาธร ปิยบุตร ช่อ พรรณิการ์ ฯลฯ หรืออาจารย์อีกจำนวนมาก ที่ออกมาเคลื่อนไหว หรือสนับสนุน หรือเป็นผู้ปลูกฝัง หรือปลุกระดม หรือยุยง แล้วส่วนหนึ่งโกรธ แต่ในอีกส่วนหนึ่งลึก ๆ เมื่อจิตสงบแล้วผมรู้สึกสงสารพวกเขา เพราะพวกเขาคือหนึ่งในผู้ที่ถูกกระทำ ถูกปลูกฝัง ถูกล้างสมองมาก่อน และทั้งสิ้น มันเหมือนเรากำลังหนังดูหนังเรื่องหนึ่งที่เรารู้ว่าใครเป็นพระเอก ใครเป็นผู้ร้าย ใครหวังดี ใครหวังร้าย ใครกำลังหลอก ใครถูกหลอก คนดีถูกใครใส่ร้ายให้กลายเป็นคนเลว และคนเลวถูกย้อมให้กลายเป็นคนดี เรานั่งดูหนังอยู่ เราจึงรู้ และเห็นหมด ทุกช็อตทุกฉาก แต่เราเข้าไปแก้ไข เปลี่ยนบท ไม่ได้เลย ไอ้พวกที่เล่นตามบท ถึงจะเป็นตัวโกงที่กำลังทำชั่ว มันก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังสร้างบาปสร้างกรรมทั้งกับตัวเอง และผู้อื่น
……………………
เมธี เวชารัตนา
วิศวฯ จุฬาฯ 2515
เรื่องของนายเนติวิทย์ ถ้า เกิดขึ้นใน ม. ในเมกา คงไม่ยาวมาถึงขนาดนี้ คงจบไปนานแล้ว เพราะ ผู้บริหาร ม. คือ President กับ Board of Trustees คงทำสิ่งต่อไปนี้ทันทีที่มีเรื่องในลักษณะที่ทำลายภาพลักษณ์ และขนบธรรมเนียมของสถาบัน แบบที่นายเนติวิทย์กับพวกทำกัน
1. นายเนติวิทย์ กับพวก จะถูกไล่ออกจากการเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยทันที
2. สโมสรนักศึกษาของจุฬาฯ จะถูกปิดทันที
อย่าลืมว่า ม. มีหน้าที่หลักในการสอนกิจกรรมนอกหลักสูตร (Extra Curricular) เป็นเรื่องเสริมนอกระบบการศึกษา ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับหลักสูตร และ mandate ของมหาวิทยาลัยเลย ทำไมเรื่องของนายเนติวิทย์ กับพวก ถึงเกิดขึ้นไม่จบไม่สิ้นที่จุฬาฯ และกับระบบอุดมศึกษาของไทย สาเหตุเพราะ ผู้ใหญ่ ผู้บริหาร ของหลายหน่วยงาน และองค์กรของเรา ไม่รู้หน้าที่ของตนเอง (หรือจงใจลอยตัว) สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือ
1. ผู้บริหาร มหาวิทยาลัย อธิการบดี กับสภามหาวิทยาลัย ต้อง take serious measure ในกรณีที่เหตุการณ์ทำลายภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นทันที ถ้าไม่ทำอะไร สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นตัวชี้ถึงการขาดคุณสมบัติ และการละเลยหน้าที่ของทีมผู้บริหาร
2. ในกรณีนี้ จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ท่าน รมต. อว. กับ ปลัด อว. ก็มีอำนาจที่จะจัดการกับผู้บริหารกับสภามหาวิทยาลัย สามารถสั่งปลด ผู้บริหาร และสภาทั้งชุด และแต่งตั้งผู้บริหารเข้ามาจัดการแก้ปัญหาเหล่านี้ นี่คือวิธีการแก้ปัญหาแบบนี้ของระบบอุดมศึกษาในเมกานะครับ ประเทศที่เน้นย้ำเรื่องประชาธิปไตยกับการเลือกตั้ง
3. การได้ผู้บริหาร ม. หรือกรรมการสโมสรนิสิตจากการเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะมีอำนาจทำอะไรก็ได้
4. เรื่องแบบนี้ในเมกา ศาลปกครองจะไม่เข้ามาก้าวก่ายเลย เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสถาบันการศึกษา เป็นขบวนการ และระบบการสอนนักศึกษา องค์กรใด หรือบริษัทใด ที่ไม่สามารถจัดการ หรือบริหาร หรือแก้ไขปัญหาการทำลายภาพลักษณ์แบบนี้ มีแต่จะถึงจุดล่มสลาย ล้มละลาย เท่านั้น
…………
รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร
อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 เป็นต้นมา เราได้เห็นการต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ในรูปแบบต่าง ๆ จากนักวิชาการอิสระ อาจารย์มหาวิทยาลัย องค์การนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ลงไปจนถึงระดับโรงเรียน รวมทั้งสำนักข่าวหลายสำนัก นี่ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เชื่อได้ว่าขบวนการนี้ได้มีการวางแผน และดำเนินการมาเป็นเวลานาน
จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการครอบงำความคิดคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ เมื่อคนเหล่านี้ได้ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย พวกเขาก็จะไปครอบงำบ่มเพาะความคิดนิสิตนักศึกษา จัดตั้งกลุ่มการเมืองในสถาบันการศึกษาให้ลงเลือกตั้งเป็นนายก เป็นกรรมการองค์การนิสิตนักศึกษา สภานิสิตนักศึกษา เพื่อเคลื่อนไหวตามแนวทางข้างต้น เมื่ออาจารย์ครอบงำนิสิตนักศึกษา นิสิตนักศึกษาที่รับการครอบงำเมื่อจบไป ไปเรียนต่อ กลับมาเป็นอาจารย์มหาวิยาลัย กลับมาเป็นครู ก็มาครอบงำนักเรียน นิสิตนักศึกษารุ่นต่อ ๆ มา คนรุ่นต่อ ๆ มาก็จะถูกบ่มเพาะให้มีความคิดแบบเดียวกัน
มาถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่า ขบวนการดังกล่าวเกิดประสิทธิผลไม่น้อย เราจึงได้เห็นสื่อที่ใช้โอกาสต่าง ๆ เปิดช่องให้คนที่มีความคิดดังกล่าวเข้ามาแสดงความคิดเห็นลบหลู่ โจมตีสถาบันฯ เราจึงได้เห็นม็อบที่ล้อเลียน กระทำการจาบจ้วง เย้ยหยัน พระมหากษัตริย์ นี่น่าจะเป็นสาเหตุที่คณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกล ไม่เคยลดละ ล้มเลิก ความพยายามที่จะยกเลิกมาตรา 112 ใครคือผู้ที่บงการจริง ๆ และให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พิสูจน์ได้ไม่ง่าย แต่คนส่วนใหญ่ และหน่วยงานรัฐรู้ตัวผู้บงการอย่างดี
——————————-
แหล่งข่าว
https://www.facebook.com/profile.php?id=100070260068883
https://siamrath.co.th/n/394319








