(นำตัวเลขของปีมา 2562 มาลงสูตรปี 2565) ลองคำนวณคราวๆ ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2565 โดย เอ มหาชัย
สภาล่มตามความคาดหมาย ทำให้ลงมติแก้ไขกฎหมายลูกประกอบสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แบบหาร 500 ไม่สำเร็จ ต้องกลับไปใช้สูตรหาร 100 โดยปริยาย
วันนี้ (15 ส.ค.) ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่…) พ.ศ. … ในวาระสอง ต่อเนื่องในมาตรา 24/1 ปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบอีก ทำให้ไม่สามารถลงมติแก้ไขกฎหมายลูกประกอบสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แบบ “หาร 500” ได้
การประชุมร่วมกันรัฐสภา ซึ่งมีนายชวน หลีกภัย เป็นประธานการประชุม โดยช่วงแรกมีการให้รอองค์ประชุมให้ครบ แต่เมื่อรอถึงเวลา 10.09 น. ปรากฏว่าเหมือนมีองค์ประชุมครบ คือ ส.ว. 165 คน และ ส.ส. 200 คน จึงเริ่มกระบวนการลงมติในมาตรา 24/1 ต่อจากวาระการประชุมครั้งก่อน
แต่เมื่อเปิดให้สมาชิกรัฐสภาฯ มาร่วมลงมติ เมื่อนับองค์ประชุมอีกครั้ง กลับนับได้เพียง 349 คน ถือว่าองค์ประชุมไม่ครบ จึงสั่งปิดการประชุม แต่มีเสียงคัดค้าน ขอให้มีการขานชื่อนับองค์ประชุม
นายชวน ตอบว่า “รู้กันว่าไม่ใช่เรื่องของความเกียจคร้าน…วันนี้เป็นความเห็นของกฎหมาย ไม่อยากให้วิจารณ์ว่าใครมาหรือไม่มา ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ให้สมบูรณ์” และท้ายสุด เมื่อให้นับองค์ประชุมอีกครั้ง พบว่ามีจำนวน 353 คน ถือว่าไม่ครบองค์ประชุม จึงประกาศปิดการประชุม
พรรคที่เรียกตัวเองว่า “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” มีคะแนนเสียงรวมกัน 15.99 ล้านเสียง (ถ้านับ ศม. เป็น 16.48 ล้านเสียง)
พรรคเพื่อไทย 7,920,630 เสียง (สูตรหาร 100 คำนวณ 350,000 คะแนน เป็นการคาดการณ์เท่านั้น) 22 ท่านหรือปัดเศษได้ 23 ท่าน ของปี 2562 ได้ 0 ท่าน
พรรคอนาคตใหม่ 6,265,950 เสียง (สูตรหาร 100 คำนวณ 350,000 คะแนน เป็นการคาดการณ์เท่านั้น) 18 ท่าน ของปี 2562 ได้ 50 ท่าน
พรรคเสรีรวมไทย 826,530 (สูตรหาร 100 คำนวณ 350,000 คะแนน เป็นการคาดการณ์เท่านั้น) เสียง 2 ท่าน ของปี 2562 ได้ 10 ท่าน
พรรคเศรษฐกิจใหม่ 485,664 (สูตรหาร 100 คำนวณ 350,000 คะแนน เป็นการคาดการณ์เท่านั้น) เสียง 1 ท่าน ของปี 2562 ได้ 6 ท่าน
พรรคประชาชาติ 485,436 (สูตรหาร 100 คำนวณ 350,000 คะแนน เป็นการคาดการณ์เท่านั้น) เสียง 1 ท่าน ของปี 2562 ได้ 1 ท่าน
พรรคเพื่อชาติ 419,393 เสียง 1 ท่าน ของปี 2562 ได้ 5 ท่าน
พรรคพลังปวงชนไทย (สูตรหาร 100 คำนวณ 350,000 คะแนน เป็นการคาดการณ์เท่านั้น) 81,733 เสียง (ไม่ถึงเกณฑ์ที่คำนวณขั้นต่ำ) ของปี 2562 ได้ 1 ท่าน
ยอดรวม 46 ท่าน
พรรคที่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไป มีคะแนนเสียงรวมกัน 8.84 ล้านเสียง
พรรคพลังประชารัฐ 8,433,137 (สูตรหาร 100 คำนวณ 350,000 คะแนน เป็นการคาดการณ์เท่านั้น) เสียง 24 ท่าน ของปี 2562 ได้ 19 ท่าน
พรรครวมพลังประชาชาติไทย (สูตรหาร 100 คำนวณ 350,000 คะแนน เป็นการคาดการณ์เท่านั้น) 416,234 เสียง 1 ท่าน ของปี 2562 ได้ 4 ท่าน
ยอดรวม 25 ท่าน
พรรคที่มีทีนั่งในสภาฯ และยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจน มีคะแนนเสียงรวมกัน 12.93 ล้านเสียง (เฉพาะ 4 พรรคหลักมีคะแนนเสียงรวมกัน 8.71 ล้านเสียง)
พรรคประชาธิปัตย์ 3,947,726 (สูตรหาร 100 คำนวณ 350,000 คะแนน เป็นการคาดการณ์เท่านั้น) เสียง 11 ท่าน ของปี 2562 ได้ 19 ท่าน
พรรคภูมิใจไทย 3,732,883 (สูตรหาร 100 คำนวณ 350,000 คะแนน เป็นการคาดการณ์เท่านั้น) เสียง 10 ท่าน ของปี 2562 ได้ 12 ท่าน
พรรคชาติไทยพัฒนา 782,031 (สูตรหาร 100 คำนวณ 350,000 คะแนน เป็นการคาดการณ์เท่านั้น) เสียง 2 ท่าน ของปี 2562 ได้ 4 ท่าน
พรรคชาติพัฒนา 252,044 เสียง (ไม่ถึงเกณฑ์ที่คำนวณขั้นต่ำ) ของปี 2562 ได้ 2 ท่าน
พรรคพลังท้องถิ่นไทย 213,129 เสียง (ไม่ถึงเกณฑ์ที่คำนวณขั้นต่ำ) ของปี 2562 ได้ 3 ท่าน
พรรครักษ์ผืนป่าแห่งประเทศไทย 136,597 เสียง (ไม่ถึงเกณฑ์ที่คำนวณขั้นต่ำ) ของปี 2562 ได้ 2 ท่าน
พรรคพลังชาติไทย 73,781 เสียง (ไม่ถึงเกณฑ์ที่คำนวณขั้นต่ำ) ของปี 2562 ได้ 1 ท่าน
รวม 23 ท่าน
ยอดคำนวณ หาร 100 (350,000 คะแนน)
ส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 94 ท่าน
เหลือตกค้าง จำนวน 6 ท่าน
ส่วนสถิติที่น่าสนใจอื่น ๆ ตามที่ กกต. แถลง มีดังนี้ ข้อมูลในปี 2562
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 51,239,638 คน
ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 38,268,375 คน หรือคิดเป็น 74.69 เปอร์เซ็นต์
ผู้ไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 12,971,263 คน หรือคิดเป็น 25.31 เปอร์เซ็นต์
บัตรดี 35,532,645 ใบ หรือคิดเป็น 92.85 เปอร์เซ็นต์
บัตรเสีย 2,130,327 ใบ หรือคิดเป็น 5.57 เปอร์เซ็นต์
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน (โหวตโน) 605,093 ใบ หรือคิดเป็น 1.58 เปอร์เซ็นต์
เหตุสภาล่มในวันที่เป็นเส้นตายก่อนครบกำหนด 180 วันนับแต่วันที่ประธานรัฐสภาให้บรรจุในระเบียบการประชุม ส่งผลให้ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาปี 2563 ข้อที่ 101 ซึ่งกำหนดว่า “ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบตามร่าง พ.ร.ป. ที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาวาระสอง” หรือก็คือร่าง พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. ฉบับ กมธ. เสียงข้างมาก และได้กลับไปใช้สูตรหาร 100 โดยปริยาย
ฟันธงไว้อยู่แล้ว ?
ก่อนหน้านี้ หลายพรรคการเมืองออกมาส่งสัญญาณ และคาดการณ์อยู่แล้วว่าองค์ประชุมจะไม่ครบ จนไม่สามารถลงมติแก้ไขกฎหมายลูกประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่…) พ.ศ. … ได้
นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เชื่อว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกคว่ำกลางสภา เพราะองค์ประชุมไม่ครบ เนื่องจากมีหลายพรรคไม่เห็นด้วย หรือแม้หากกฎหมายผ่าน ก็คิดว่าจะถูกตีตกในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ และจะไม่มีกฎหมายสำหรับเลือกตั้งที่ใช้สำหรับรับการเลือกตั้ง ซึ่งก็สุ่มเสี่ยงหากมีเหตุการณ์ยุบสภาในช่วงนี้ จะไม่สามารถเลือกตั้งได้ และนายกรัฐมนตรีจะสามารถรักษาการยาวได้
จึงคาดการณ์ได้ว่าหากปล่อยให้เป็นไปตามนี้ จะทำให้รัฐบาลอยู่ยาว ผูกขาดอำนาจ และจะเกิดวิกฤตทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีชุดนี้ 8 ปีที่ผ่านมาประชาชนไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อวิกฤตการเมือง
สำหรับแนวคิดการกลับไปใช้บัตรใบเดียวได้หรือไม่ มองว่า ความเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเร่งดำเนินการในสมัยประชุมที่เหลืออยู่ยังสามารถทำได้ โดยในส่วนของพรรคเพื่อไทย แสดงเจตนารมณ์มาตลอดว่า ระบบเลือกตั้งต้องสะท้อนอำนาจของประชาชน ในฐานะเสียงข้างน้อยก็พยายามสู้กับหลักการ เพราะประสบการณ์การมีบัตรใบเดียวก็เคยเห็นมาแล้วว่า เป็นวิธีการที่ทำลายระบบรัฐสภา ทำลายระบอบประชาธิปไตย ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะคัดค้านและไม่เห็นด้วย แต่ถ้าจะกลับไปใช้บัตรใบเดียว ต้องมีวิธีการคำนวณที่สอดรับกันด้วย
ด้าน นพ. ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ แถลงข่าวถึงการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ (15 ส.ค.) ว่าการประชุมที่เกิดขึ้นในวันนี้กลุ่มพรรคเล็กได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก หลังจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภาล่มในการพิจารณากฎหมายลูกเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ ทราบว่านายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าการนัดประชุมในวันนี้เป็นไปได้ยาก แต่ท้ายที่สุดสภาตัดสินใจในการนัดประชุมวันนี้ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่ายินดีที่จะไปให้สุดทาง ไม่ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นให้ถือว่าสภาได้ทำหน้าที่อย่างสุดทางแล้ว
ส่วนการยื่นตีความการดำรงตำแหน่ง 8 ปี ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้นมองว่า พล.อ. ประยุทธ์จะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ แม้จะดำรงตำแหน่งติดต่อกัน ซึ่งคำว่าติดต่อนั้นมีความหมายว่าจะต้องย้อนหลังไปด้วย แต่ยังไม่มีบทบัญญัติใดระบุไว้ว่าไม่ให้นับย้อนหลัง หรือยกเว้น ซึ่งพรรคฝ่ายค้านจะร่วมลงชื่อยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 17 ส.ค. นี้ เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญตีความ และขอให้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยขณะนี้รอประธานนัดหมายวันและเวลาอีกครั้ง.
อย่างไรก็ตาม หากเกิดพฤติกรรมที่พรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยจับมือกันจริง มองว่ามวลชนของทั้งสองฝ่ายไม่ทราบว่าจะพอใจอยู่หรือไม่ ซึ่งประชาชนจะพิพากษาพรรคพลังประชารัฐหรือไม่จะต้องมาดูกันอยู่ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ซึ่งไม่แน่ว่าประชาชนอาจเปลี่ยนใจมาเทคะแนนให้กับพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กหรือไม่








