เปิดศักราชปีเสือดุ “การเมืองไทย” ยังอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าต้องลุ้นวันต่อวัน นาทีต่อนาที โดยเฉพาะ “ซีกรัฐบาล” รวมถึงตัว “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ยามนี้กำลังง่อนแง่นจากปัญหาเสถียรภาพภายในรัฐบาลซ้ำยังเผชิญ“เกมวัดพลัง” ทั้งจากภายในขั้วเดียวกันไม่ว่าจะเป็น “ศึกก๊ก-ก๊วน” ภายในพรรคพลังประชารัฐที่ไม่ต่างอะไรกับแก้วร้าวที่รอวันแตกหัก หรือสัมพันธ์ภาพระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่ได้หวานชื่นเหมือนดังเก่าก่อนกลับกันต่างฝ่ายต่างเปิดเกมวัดพลังกันเอง โดยเฉพาะ“ศึกสามเส้า” 3 สนามเลือกตั้งซ่อมล่าสุดทั้งการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตหลักสี่ กทม. ,การเลือกตั้งซ่อมเขต 1 จ.ชุมพรและการเลือกตั้งซ่อมเขต 6 สงขลา ที่งานนี้ต่างฝ่ายทั้งพลังประชารัฐและประชาธิปัตย์ ต่างชิงเกมชักธงรบ ชนิดไม่สน“มารยาทการเมือง” ตามที่มีการพูดถึงกันก่อนหน้านี้ไม่ต่างไปจาก “เกมงัดข้อ” จาก “ขั้วฝ่ายค้าน” ทิ้งทวนปี 64 ด้วยเกมประชุมล่ม จนกลายเป็นภาพจำที่ไม่ต่างอะไรกับเรือที่กำลังอับปางดังฉายาที่สื่อมวลชนตั้งให้ว่า “สภาอับปาง”ต่อเนื่องมาถึงปี 65 ที่เตรียมเปิดศักราชด้วยการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ซึ่งไทม์ไลน์คร่าวๆจะมีขึ้นก่อนปิดสมัยประชุมสภาในช่วงเดือน ก.พ.2565รอบนี้ฝ่ายค้านจั่วหัวไว้ว่า จะเน้นไปที่การก่อวิกฤตเศรษฐกิจ ,วิกฤตโควิด-19 รวมถึงประเด็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเป็นหลักอย่างที่รู้กันว่า กลเกมของฝ่ายค้านครั้งนี้มีการขยับไทม์ไลน์การ “อภิปรายทั่วไป” จากเดิมที่วางในช่วงปลายปี 64 ไปเป็นต้นปี 65 ในช่วงปลายสมัยประชุม เพื่อต้องการให้มีการอภิปรายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” ซึ่งจะสามารถยื่นญัตติอภิปรายได้ 1 ครั้งต่อ 1 สมัยประชุม หรือในช่วงเดือนพ.ค.65 เพื่อชิงจังหวะขยี้แผลรัฐบาล รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ไปในคราวเดียวกันโดยเฉพาะในส่วนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมี“แผลฉกรรจ์”จากศึกซักฟอกรอบที่แล้วเมื่อเดือน ก.ย.2564 ทั้ง “แผนล้มกระดาน” ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีแกนนำคนสำคัญคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ อยู่เบื้องหลังแต่แผนดันรั่วเสียก่อนยิ่งไปกว่านั้น หากยังจำกันได้ศึกซักฟอกรอบนั้น มีการแฉกลางสภาโดย “วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ” ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ว่ามีการจ่ายเงิน 5 ล้านบาทบนพื้นที่ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีข้อแลกเปลี่ยนสำคัญคือการให้ส.ส.โหวตสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อทว่าในวันโหวตจริง แม้พล.อ.ประยุทธ์จะรอดศึกซักฟอกไปได้อย่างหวุดหวิด แต่ผลคะแนนในครั้งนั้นกลับพบว่า นายกฯได้รับเสียง “ไม่ไว้วางใจ” มากที่สุด มิหนำซ้ำยังได้รับเสียง “ไว้วางใจ” อยู่ในลำดับรองบ๊วยอีกด้วยยิ่งยามนี้รัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาเสถียรภาพภายในด้วยกันซ้ำยังมีการจับตาไปที่สัมพันธ์ “พี่น้อง 3 ป.” รวมถึงพล.อ.ประยุทธ์และพรรคพลังประชารัฐ“เกมซักฟอก” ที่กำลังจะเกิดขึ้นกลับยิ่งไปเข้าทางฝ่ายค้านในการล็อกเป้าเพื่อขยายแผลใหญ่รัฐบาล พุ่งตรงไปที่ตัวพล.อ.ประยุทธ์หวัง “ขยี้แผลฉกรรจ์” ที่เคยเกิดขึ้นอีกคำรบหนึ่ง ยิ่งในห้วงของวิกฤติโควิด บวกปัญหาเศรษฐกิจด้วยแล้ว ย่อมเป็นการลดทอนความเชื่อมั่นและความชอบธรรมของรัฐบาลไปโดยปริยายขณะเดียวกันต้องไม่ลืมเช่นกันว่า หลังเสร็จศึกซักฟอกรอบที่ผ่านมาแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะแก้เกมล้มกระดานรวมถึงงัดดาบอาญาสิทธิ์สั่งปลด “ผู้กองธรรมนัส” ออกจาก รมช.เกษตรและสหกรณ์ รวมถึง “ดร.แหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตรมช.แรงงานเพื่อไม่ให้เป็นหนามตำใจได้สำเร็จแต่ทว่าแทนที่จะเดินหน้าต่อได้โดยสะดวกโยธิน ทำไปทำมา พล.อ.ประยุทธ์ กลับยิ่งเผชิญแรงกระเพื่อมทั้งจากบนดินและใต้ดินที่นับวันจะยิ่งก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแรงกระเพื่อมจากภายในขั้วรัฐบาลด้วยกันเมื่อสถานการณ์ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ แม้ก่อนหน้าพล.อ.ประยุทธ์ จะพยายามย้ำนักย้ำหนาว่า “จะอยู่ครบเทอมไปจนถึงปี2566” แต่ศึกที่กำลัง “บดขยี้” อยู่รอบด้าน ณ เวลานี้ ส่งผลให้รัฐบาลรวมถึงตัวพล.อ.ประยุทธ์อยู่ในสภาวะ “ชำรุดยุทธ์โทรม” ตามที่สื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลให้ฉายาไว้ก่อนหน้านี้ทำไปทำมาแทนที่จะ“ยื้อยุทธ์”(ตามฉายาสื่อทำเนียบ)อยู่ครบเทอม ท้ายที่สุดการตัดสินใจ“ยุบสภา” อาจเป็นทางเลือกที่พล.อ.ประยุทธ์นำมาใช้ก็เป็นได้
ขอมูลจาก เนชั่นสุดสัปดาห์ NationWeekend







