จากจำเลย สู่สุพรรณบัฏ : 3 “สมเด็จ” ที่เคยผ่านห้องพิจารณาคดี ก่อนขึ้นสู่สมณศักดิ์สูงสุดของพระราชาคณะ
วันนี้ (14 ก.ค. 2569) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะใหม่ 8 รูป ในจำนวนนี้มี 2 รูปที่ชื่อของท่านเคยปรากฏในสำนวนคดีอาญา เคยถูกถอดถอนสมณศักดิ์ และเคยอยู่ในเรือนจำมาแล้ว
คือ สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) วัดสามพระยา และสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ (ธงชัย สุขญาโณ) วัดสระเกศฯ
และหากย้อนประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยไปอีก 6 ทศวรรษ จะพบว่าเส้นทางเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน กับพระเถระที่ต่อมาโลกรู้จักในนาม สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ)
2505 : คืนที่จีวรถูกเปลื้อง
ย้อนไปยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ผู้บุกเบิกวิปัสสนากรรมฐานสายพองหนอ-ยุบหนอ และการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทย ถูกถอดสมณศักดิ์ในปี 2503 จากอธิกรณ์ภายในคณะสงฆ์ ก่อนที่ปี 2505 จะถูกทางการกล่าวหาว่า “มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” ถูกบังคับให้สละสมณเพศกลางดึก และถูกคุมขังที่สันติบาลยาวนานราว 4 ปี
ตลอดเวลานั้น ท่านปฏิเสธที่จะเปล่งวาจาลาสิกขา และครองผ้าขาวประพฤติตนอย่างพระภิกษุในห้องขัง จนปี 2509 ศาลทหารพิพากษายกฟ้อง ชี้ว่าข้อกล่าวหาเป็นความเท็จ
แต่กว่าจะได้รับพระราชทานคืนสมณศักดิ์ ต้องรอถึงปี 2518 เก้าปีหลังคำพิพากษา และในบั้นปลาย ท่านได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (2528) และดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช บันทึกของท่านเรื่อง “ผจญมาร” ยังเป็นเอกสารชั้นต้นสำคัญของประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ยุคนั้น
2561: ปฏิบัติการ “เงินทอนวัด” ถึงพระอารามหลวงใจกลางกรุง
24 พฤษภาคม 2561 เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมพระเถระระดับกรรมการมหาเถรสมาคมพร้อมกันหลายรูป ในคดีทุจริตการจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือที่สื่อเรียกว่า “คดีเงินทอนวัด” ตามด้วยพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2561
เส้นทางคดีของสองรูปแตกต่างกันในรายละเอียด และเป็นรายละเอียดที่ควรบันทึกให้ตรง
พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) วัดสามพระยา ถูกฟ้องฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ (ประกอบ ม.157) และร่วมกันฟอกเงิน กรณีงบอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม 5 ล้านบาท ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 6 ปี (16 พ.ค. 2562) แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง (23 ก.ย. 2563) โดยชี้ว่าวัดสามพระยาจัดการศึกษาจริงและมีสิทธิรับงบดังกล่าว คดีถึงที่สุด เย็นวันเดียวกันนั้นเอง ท่านกลับเข้าพระอุโบสถวัดสามพระยา ครองจีวรอีกครั้งท่ามกลางเสียงชยันโตของคณะสงฆ์
พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) วัดสระเกศฯ ถูกฟ้องในคดีจัดสรรงบ 69 ล้านบาท ศาลอาญาคดีทุจริตฯ (19 ก.พ. 2563) พิพากษาว่ามีความผิดตาม ม.157 จำคุก 36 เดือน ปรับ 27,000 บาท แต่ให้รอการลงโทษ 2 ปี โดยศาลยกฟ้องข้อหาเบียดบังทรัพย์ ชี้ว่าไม่พบการนำเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตน และไม่ต้องชดใช้เงินคืน ซึ่งประกาศคืนสมณศักดิ์ในราชกิจจานุเบกษา (16 พ.ค. 2567) ก็สรุปพฤติการณ์ไว้ว่า “ไม่ปรากฏว่ามีการทุจริตเบียดบังเอาเงินไปเป็นประโยชน์ของตน โดยพฤติการณ์ถือได้ว่าไม่ใช่ความผิดร้ายแรง”
ปมกฎหมายที่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย: “ไม่เปล่งวาจาสึก = ยังเป็นพระ”
สิ่งที่ร้อยเรียงทั้งสามกรณีเข้าด้วยกัน คือหลักการเดียวกับที่พระพิมลธรรมยืนยันในห้องขังสันติบาลเมื่อ 60 กว่าปีก่อน การขาดจากความเป็นพระภิกษุตามพระวินัยต้องมาจากการเปล่งวาจาลาสิกขาด้วยตนเอง
ประกาศคืนสมณศักดิ์ทั้งของวัดสามพระยา (2566) และวัดสระเกศฯ (2567) ระบุเหตุผลตรงกันว่า ทั้งสองรูป “ไม่มีการกล่าวคำลาสิกขา” และ “ยังคงดำรงตนอย่างพระภิกษุโดยตลอดระหว่างถูกคุมขัง” จึงมีสภาวะเป็นพระภิกษุมาโดยตลอด พร้อมถ้อยคำสำคัญทางนิติศาสตร์สงฆ์ว่า “ให้ถือว่าไม่เคยถูกถอดถอนสมณศักดิ์และราชทินนามมาก่อน” โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 ตรี แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ที่ให้การสถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชอำนาจ
จากยุคสฤษดิ์ ถึงยุคเงินทอนวัด
พ.ศ. 2505 พระพิมลธรรมใช้เวลา 4 ปีในห้องขัง 13 ปีกว่าจะได้สมณศักดิ์คืน และ 23 ปีกว่าจะขึ้นสมเด็จ
พ.ศ. 2569 เส้นทางเดียวกันนี้ใช้เวลาสั้นลงมาก 8 ปีจากวันถูกจับกุม สู่สุพรรณบัฏสมเด็จพระราชาคณะ
สามชีวิต สามยุคสมัย แต่คำถามที่ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ทิ้งไว้ยังเป็นข้อเดียวกัน : เมื่อพระเถระผู้ใหญ่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางบ้านเมือง ก่อนที่กระบวนการทางพระธรรมวินัยจะได้ทำหน้าที่ ระบบสงฆ์ควรมีหลักประกันอย่างไร ไม่ให้จีวรถูกเปลื้องก่อนความจริงปรากฏ
#มีอะไรมาบอก #สมณศักดิ์ #สมเด็จพระราชาคณะ #ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ #เงินทอนวัด #พระพิมลธรรม
กรเพชรบูรพา รายงาน








