วันที่ 21 ก.พ. 67 เวลา 06.30 น. พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม ในฐานะประธานคณะทำงานดำเดินการแก้ไขข้อขัดข้อง ระงับเหตุ และแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ข้อร้องเรียนในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 14 (พระวินยาธิการ) ได้ออกตรวจสอบ ความเรียบร้อยของพระภิกษุสงฆ์ใน การออกบิณฑบาตช่วงเช้าบริเวณ ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองนครปฐม กรณีประชาชนร้องเรียนมีพระภิกษุสงฆ์ไม่จำพรรษาที่วัด และมีบางรายอาศัยอาศัยอยู่ในบ้านกลางเมืองนครปฐม
โดยเมื่อมาถึงสถานีขนส่งจังหวัดนครปฐมติดกับตลาดปฐมมงคล ได้มีประชาชนส่งข้อมูลว่ามีพระภิกษุสงฆ์สูงวัยลักษณะพฤติกรรมคล้ายคล้ายกับหลวงตาอายุ 70 ปีที่ไม่ยอมกลับไปจำพรรษาในวัดแต่กลับมาอาศัยอยู่ในบ้านพักออกบิณฑบาตอยู่ในบริเวณดังกล่าว จึงได้มีการติดตามดูพฤติกรรมกระทั่งพบ รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ สีบรอนซ์ทอง เป็นลักษณะเดียวกับรถของหลวงตารูปดังกล่าวที่ถูกจับสึกไปเมื่อเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา กระทั่ง พระภิกษุสงฆ์ รูปดังกล่าวได้เดินกลับมาที่รถหลวงพี่น้ำฝนจึงได้เข้าไปแสดงตัวและขอตรวจสอบเอกสาร ทำให้พระ รูปดังกล่าวเกิดอาการตกใจและยอมจำนนนั่งอยู่ที่ข้างรถ ดังนั้นหลวงพี่น้ำฝนได้ยืนยันกับคณะทำงานว่าเป็นพระรูปเดียวกันกับที่มีการร้องเรียนซ้ำเข้ามาและเป็น คนเดียวกับพี่มีการสึกไปแล้วก่อนหน้าแต่ได้กลับมาบวชและสวมเครื่องแต่งกายเป็นพระภิกษุอีกครั้ง ซึ่งขณะที่มีการควบคุมตัวเพื่อรอประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลวงตาเวิร์คฟอร์มโฮม ได้พยายามพุ่งหนีออกจากเก้าอี้และพยายามจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถเพื่อจะพยายามหลบหนีแต่ติดที่ตัวหลวงพี่น้ำฝนและลูกศิษย์ที่สามารถจับล็อคตัวได้ทันก่อนจะให้นั่งสงบสติอารมณ์เพื่อรอการประสานงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองนครปฐม มาทำการรับตัวเพื่อนำไปตรวจสอบเอกสารหนังสือสูจิบัตรและเอกสารอื่นๆ
หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม กล่าวว่า หลวงตาเวิร์คฟอร์มโฮม มีการรวบรวมข้อมูลข้อมูลว่ามีการถูกจับกุมและถูกจับศึกมาแล้วไม่น้อยกว่าสองถึงสามครั้งแต่ก็ไม่ได้มีการหยุดพฤติกรรมและยังคงกลับมาแต่งกาย ด้วยการสวมจีวรเป็นพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดเข้า มาตราในกฎหมายอาญา ทั้งการปลอมแปลงเอกสารทางราชการและการแต่งกาย ให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นพระสงฆ์ เมื่อหลวงตาไม่สนใจการปกครองแบบคณะสงฆ์ซึ่งได้มีมติให้ลาสิกขาออกไปแล้ว จึงจำเป็นต้องดำเนินคดีทางกฎหมายอาญา โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐมเป็นตัวแทนในการไปลงบันทึกประจำวันและแจ้งข้อกล่าวหา ไว้ก่อน
ส่วนกรณีที่มีประชาชน สงสัยว่า ตำรวจพระคืออะไร ตนเองในฐานะที่มีตำแหน่งประธานคณะทำงานดำเดินการแก้ไขข้อขัดข้อง ระงับเหตุ และแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ข้อร้องเรียนในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 14 ซึ่ง เป็นตำแหน่งที่ ถูกแต่งตั้งอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งก็คือพระวิมยาธิการ หรือตำรวจพระ โดยได้รับสนองงานจาก พระธรรมวชิรานุวัตร์ เจ้าคณะภาค 14 เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เพื่อดูแลให้คณะสงฆ์ให้ปฏิบัติอยู่ในกฏของมหาเถระสมาคม ซึ่งอย่างกรณีนี้ก็ไม่มีการเลือกที่จะปฏิบัติแต่เป็นการร้องเรียนเข้ามาโดยตรงจากประชาชน โดยมีพื้นที่รับผิดชอบ ประกอบด้วยจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี สมุทรสาครและกาญจนบุรี ซึ่งหากประชาชนท่านใดพบพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือมีความสงสัยว่าบุคคลนั้นจะเป็นพระภิกษุสงฆ์จริงหรือไม่ก็ขอให้ติดต่อเข้ามาโดยตรงที่อาตมาได้เลย โดยจะมีคณะทำงานเป็นทีมที่จะเข้าไปถึงปัญหาอย่างรวดเร็วเพื่อให้ญาติโยมมีความมั่นใจในคณะสงฆ์
ขณะที่นายศุภภัทรพจน์ นิติศศธร ทนายความ ในฐานะนายกสมาคมไวยาวัจกรแห่งประเทศไทย ได้เผยว่าสำหรับกรณีนี้เข้าอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 บัญญัติว่า”ผู้ใด แต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดง เป็นพระภิกษุสามเณร นักพจน์หรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคล เช่นว่านั้น ต้องระหว่างโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำ ” ส่วนข้อหาปลอมเอกสารหรือใช้เอกสารปลอม จำคุกไม่เกิน 3 ปีปรับไม่เกิน 60,000 บาท นี่หมายถึง 1 กรรม แต่ถ้ามากว่า 1 กรรม ก็เรียงกระทงกันลงโทษ








