แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ออกอุบายสารพัดรูปแบบอาละวาดหลอกลวงคนไทย ไม่จบไม่สิ้น มีผู้ตกเป็นเหยื่อสูญเงินมากมายเป็นจำนวนมาก แม้หลายคนระมัดระวังแล้ว และมีการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่ แต่ก็พลาดท่าจนได้
กลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา และส่วนใหญ่ตั้งออฟฟิศอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นอุปสรรคในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังคงกวาดล้างไม่หยุด ในการติดตามเส้นทางการเงินจากการใช้บัญชีม้าในการทำธุรกรรม จนล่าสุดชุดปฏิบัติการที่ 5 PCT ทำงานร่วมกับชุดสืบสวน 5 G นำไปสู่การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 2 แห่ง ในเมืองพระสีหนุ ประเทศกัมพูชา และจับกุมผู้ต้องหาได้ 21 ราย
รูปแบบการหลอกลวงของกลุ่มคอลเซ็นเตอร์แก๊งนี้ มีการนำรูปบุคคลหน้าตาดี และแชตพูดคุยกับเหยื่อผ่านแอปฯหาคู่ Tinder หรือ LINE จนเหยื่อเชื่อใจ และหลงรัก ก่อนชักชวนลงทุนฟอเร็กซ์ใน MetaTrader 5 กับโบรกเกอร์ปลอม เพื่อหลอกลวงให้ลงเงิน แต่ไม่มีการลงทุนจริง รวมมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท
เบื้องหลังปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งนี้ เริ่มจากมีผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความทางออนไลน์ หรือเดินทางมาแจ้งความที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้จัดเก็บข้อมูลและรวบรวมวิธีการหลอกลวงทั้งหมด ก่อนนำมาแยกรูปแบบการหลอกลวง และซักถามปากคำผู้เสียหาย ก่อนที่ชุดสืบสวน 5 G ได้ขยายผลเส้นทางการเงินของกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ จากการใช้บัญชีม้าในการทำธุรกรรม จนได้ข้อมูลมา

การแกะรอยเพื่อค้นรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยังมีการสอบเค้นผู้ต้องหาที่เคยถูกจับกุม ในคดีคอลเซ็นเตอร์ จนทำให้ทราบถึงสถานที่ตั้งของออฟฟิศแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนทำการสืบสวนต่อยังประเทศกัมพูชา พร้อมกับประสานความร่วมมือกับสถานทูตไทยในประเทศกัมพูชา และเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา นำไปสู่การรวบรวมหลักฐาน ขออนุมัติศาลออกหมายจับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมด
แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ อ้างว่าเป็นนักวิเคราะห์การลงทุน มีการพูดคุยกับเหยื่อผ่านแอปฯหาคู่ หรือ LINE จนเกิดความสนิทใจและหลงเชื่อ และได้ชักชวนลงทุนเทรดฟอเร็กซ์ หรือเทรดเงิน เทรดทองกับโบรกเกอร์ ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ปลอมที่ตั้งขึ้นมา ใช้ชื่อบริษัท MKNDY.Ltd และ Big Uncle เพื่อหลอกเอาเงินก้อนของเหยื่อ และยังมีค่าใช้จ่ายสารพัดอ้างเป็นค่าบริการเทรด เงินค่าปรับ ค่าภาษีถอน และค่าลัดคิว

กระทั่งเที่ยงวันที่ 21 มิถุนายน 2565 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค2 ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการที่ 5 ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ PCT พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ เดินทางไปประเทศกัมพูชา และประสานขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่กัมพูชา ในการปฏิบัติการนำกำลังเข้าตรวจค้นออฟฟิศแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 2 แห่ง ในจังหวัดพระสีหนุ ภายในโรงแรมจิงเฉิง ถนนสองธนู และกาสิโนโป๋ไหล ถนนปุโลไว 300 จนพบผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ทั้ง 21 คน

ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพ ถูกตั้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และร่วมกันฟอกเงิน” ก่อนถูกดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายของประเทศกัมพูชา และจะส่งตัวให้ไทย คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
ผู้เขียน : ปูรณิมา
ขอบคุณแหล่งที่มา:ไทยรัฐออนไลน์








