วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 25, 2026
หน้าแรกทั่วไปAOT ครบรอบ 47 ปี มุ่งยกระดับท่าอากาศยานสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก ชูการบริการเป็นเลิศ เน้นความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

AOT ครบรอบ 47 ปี มุ่งยกระดับท่าอากาศยานสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก ชูการบริการเป็นเลิศ เน้นความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

อ่านข่าวนี้กดที่นี่

AOT ครบรอบ 47 ปี มุ่งยกระดับท่าอากาศยานสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก ชูการบริการเป็นเลิศ เน้นความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ครบรอบการดำเนินงาน 47 ปี มุ่งพัฒนาท่าอากาศยานของประเทศให้สามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการเดินทางระหว่างประเทศ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก เสริมสร้างประสบการณ์และความพึงพอใจของผู้โดยสารด้วยการบริการที่ดี พร้อมยกระดับความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานสากล

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่า วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 AOT จะครบรอบการดำเนินงาน 47 ปี ด้วยวิสัยทัศน์ “เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล การบริการเป็นเลิศ ทันสมัย และยั่งยืน” โดยมียุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานถึงปี 2580 เพื่อมุ่งสู่การเป็น World – Class Aviation Hub ผ่านการพัฒนาท่าอากาศยาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบิน ผ่านการประยุกต์ใช้ดิจิทัลและนวัตกรรม ตลอดจนยกระดับคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

ปริมาณการจราจรทางอากาศรอบ 8 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – พฤษภาคม 2569) ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT มีเที่ยวบินรวม 552,119 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีผู้โดยสารรวม 90.98 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.76% ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2570 อุตสาหกรรมการบินยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งทำให้ AOT เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบิน ส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินใหม่ในตลาดที่มีศักยภาพสูง รวมถึงสร้างความร่วมมือกับสายการบินและภาคการท่องเที่ยวในการกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศ

นางสาวปวีณา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากมุมมองดังกล่าว จะเป็นโอกาสของ AOT ที่จะเร่งยกระดับศักยภาพของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 160 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577 ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ที่จะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอีก 81,000 ตารางเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2574 ทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถเป็น 70 ล้านคนต่อปี ดำเนินการคู่ขนานไปกับการพัฒนาทางด้านทิศใต้ พื้นที่กว่า 750,000 ตารางเมตร จะแบ่งการก่อสร้างเป็นหลายระยะ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการขั้นตอนการออกแบบ หลังจากนั้นจะเริ่มก่อสร้างโครงการพัฒนาด้านทิศใต้ ในปี 2572 คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ระยะแรก (Phase 1/3) ในช่วงปี 2576

ท่าอากาศยานดอนเมืองจะดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร อาคาร 3 และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารอาคาร 1 และอาคาร 2 ให้ทันสมัยพร้อมปรับปรุงระบบการจราจรภายในสนามบินให้คล่องตัวมากขึ้น และเชื่อมต่อระบบขนส่งทางราง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2577 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่บริเวณด้านทิศใต้ และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารเดิมทั้งหมดให้เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ พร้อมขยายและปรับปรุงลานจอดอากาศยาน และก่อสร้างพื้นที่จอดรถยนต์ 1,100 คัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2577 ท่าอากาศยานภูเก็ตจะก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และขยายอาคารเทียบเครื่องบิน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2574 ท่าอากาศยานหาดใหญ่อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) โดยคาดว่าจะจัดทำแผนแม่บทเสร็จสิ้นภายในปี 2569 นี้

นอกจากการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานแล้ว AOT จะเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติผลการคัดเลือกเอกชนดำเนินโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้าของผู้ประกอบการรายที่ 3 ก่อนจะลงนามในสัญญาร่วมลงทุนต่อไป รวมทั้ง AOT ได้วางแผนการดำเนินงานเพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารสู่มาตรฐานโลก พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย ความอบอุ่น และความใส่ใจ ตลอดจนผลักดันคุณภาพการบริการให้เทียบเคียงสนามบินชั้นนำของโลก พัฒนาประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารแบบครบวงจร ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างใช้บริการที่สนามบิน จนถึงหลังการเดินทาง นอกจากนั้น ได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวในกระบวนการต่างๆ โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานภูเก็ต AOT ได้ยกระดับการบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเร่งระดมติดตั้งเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออก ทั้งหมดกว่า 200 ชุด พร้อมช่องทางพิเศษสำหรับผู้ต้องการได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (ABC Special Assistant Lane) อีก 8 ชุดภายในปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลารอคิวเข้าตรวจหนังสือเดินทางได้ดียิ่งขึ้น

ก้าวต่อไปของ AOT ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดในการรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยด้านการบิน (Aviation Security and Safety) ซึ่งรวมไปถึงการป้องกันอันตรายที่เกิดจากสัตว์โดยรอบท่าอากาศยาน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณานำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยมาใช้ในการบริหารจัดการอันตรายที่เกิดจากสัตว์ เช่น เทคโนโลยีที่ใช้ในการขับไล่มีวิธีการทำงานโดยส่งสัญญาณเสียงที่เหมาะกับชนิดของนกที่พบ พร้อมระบบบันทึกข้อมูล ซึ่งจะสามารถนำมาต่อยอดไปสู่การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และวิเคราะห์ข้อมูลของนกและสัตว์ได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนั้น ในด้านการรักษาความปลอดภัย AOT ยังได้นำอุปกรณ์ตรวจค้นสัมภาระที่ใช้เทคโนโลยีเครื่องเอกซเรย์สัมภาระ 3 มิติ (CT) และระบบตรวจจับวัตถุต้องห้ามด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งาน ทั้งนี้ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ได้รับการตรวจสอบและกำกับดูแลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการดำเนินงานของ AOT เป็นไปตามมาตรฐานสากล

จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้โดยสาร และเส้นทางบิน รวมถึงต้นทุนเชื้อเพลิงของสายการบิน และปัจจัยอื่นๆ AOT จึงเล็งเห็นโอกาสที่จะได้เร่งเปิดตลาดใหม่หรือเส้นทางที่ยังไม่มีบริการบินตรง โดยเน้นเจาะตลาดที่มีความต้องการเดินทางสูง เช่น อินเดีย จีน ยุโรป เป็นต้น รวมทั้งเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค และสนับสนุนเส้นทางต่อเครื่อง โดยขณะนี้ AOT มีโครงการกระตุ้นตลาดด้านการบินให้แก่สายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่มายังท่าอากาศยานของ AOT ซึ่งโครงการจะสิ้นสุดในวันที่ 28 ตุลาคม 2571 โดยมอบส่วนลดค่าบริการขึ้นลง ค่าบริการที่เก็บอากาศยาน และค่าใช้บริการสะพานเทียบเครื่องบิน อีกทั้ง AOT จะเข้าร่วมงานประชุมและเจรจาธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาเส้นทางการบิน (Route Development) เพื่อหารือ เจรจาธุรกิจ นำเสนอความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางการบิน และจูงใจให้สายการบินเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มการให้บริการมายังประเทศไทย

นอกจากนี้ AOT จะนำพื้นที่ว่างเปล่าบริเวณรอบท่าอากาศยานมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับองค์กรอีกทางหนึ่ง ตลอดจนกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยรอบท่าอากาศยาน และเกิดการจ้างงาน ซึ่งสามารถพัฒนาพื้นที่เป็นโครงการต่างๆ เช่น โรงแรมสนามบิน (Airport Hotel) ศูนย์การขนส่งและกระจายสินค้า (Logistics Park) อุทยานการบิน (Aviation Park) ศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สำนักงานให้เช่า ศูนย์นันทนาการ (Recreation Center) เพื่อเป็นแหล่งรวมกิจกรรมยามว่างด้านสุขภาพและความบันเทิง เป็นต้น โดยจะเปิดให้เอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจมาร่วมลงทุนต่อไป

ในด้านการดำเนินการไปสู่เป้าหมายของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) AOT ได้ประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งเป็นท่าอากาศยานสากลชั้นนำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน โดยวางแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาอาคารผู้โดยสาร (Solar Rooftop) และนำไฟฟ้าที่ได้มาใช้หมุนเวียนภายในท่าอากาศยาน รวมทั้งได้กำหนดนโยบายให้รถทุกชนิดของ AOT และผู้ประกอบการที่จะขออนุญาตเข้าใช้ในสนามบินต้องเป็นยานยนต์ไฟฟ้าและกำหนดให้อาคารต่างๆ ที่จะก่อสร้างตามแผนพัฒนาของ AOT เป็นอาคารประหยัดพลังงาน หรืออาคารเขียว

AOT มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานท่าอากาศยานอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก (World – Class Aviation Hub) พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และการให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในการพัฒนาองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้เติบโต และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายระยะยาวของชาติต่อไป
***************
วิวรรธน์  สมุทรปราการ

ข่าวยอดนิยมในสัปดาห์