ผู้ลี้ภัยในมาเลเซียเผชิญอนาคตไม่แน่นอน ท่ามกลางโครงการขึ้นทะเบียนใหม่ของรัฐบาล
20 ธันวาคม 2568, กรุงเทพมหานคร – มาเลเซียยังคงเป็นประเทศที่รองรับผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เดินทางมาจากเมียนมา ตามข้อมูลของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) มีผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยที่ขึ้นทะเบียนแล้วประมาณ 211,360 คน ในประเทศ
ในจำนวนนี้ 189,760 คนมาจากเมียนมา แบ่งเป็นชาวโรฮีนจา 124,123 คน ชาวชิน 32,800 คน และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ อีก 32,827 คน ส่วนผู้ลี้ภัยจากประเทศอื่น ๆ รวม 21,600 คน เช่น ปากีสถาน เยเมน โซมาเลีย อัฟกานิสถาน ซีเรีย ศรีลังกา ปาเลสไตน์ อิรัก เป็นต้น
ในบรรดาผู้ลี้ภัยทั้งหมด ผู้ชายคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่ง ผู้หญิงร้อยละ 23 และมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมากถึง 64,801 คน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่สะท้อนจำนวนผู้ลี้ภัยทั้งหมดในมาเลเซียจริง เนื่องจากยังมีผู้ลี้ภัยจำนวนมาก โดยเฉพาะจากเมียนมา ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ UNHCR

อุปสรรคในการขึ้นทะเบียนผู้ลี้ภัย
ตลอดช่วงปี 2019–2022 UNHCR ได้เปิดระบบออนไลน์เพื่อให้ผู้ลี้ภัยลงทะเบียน แต่ต้องเผชิญปัญหาใหญ่ ได้แก่ ลดงบประมาณ ทำให้ต้องลดจำนวนเจ้าหน้าที่ลงถึงร้อยละ 60 และข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ UNHCR ไม่สามารถแทรกแซงเมื่อผู้ลี้ภัยถูกจับกุมหรือตกอยู่ในความเสี่ยง ผลคือ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากยังคงถูกจับกุม ควบคุมตัว หรือส่งกลับ ซึ่งหลายครั้งเกิดขึ้นร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาในกัวลาลัมเปอร์ สร้างความกังวลในชุมชนผู้ลี้ภัย
รัฐบาลมาเลเซียเดินหน้าโครงการขึ้นทะเบียนใหม่
รัฐบาลมาเลเซียกำลังเตรียมเปิดตัวระบบขึ้นทะเบียนผู้ลี้ภัยแบบใหม่ภายใต้ชื่อ Dokumen Pendaftaran Pelarian (DPP) ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลที่จัดการโดยรัฐเอง แทนการพึ่งพาข้อมูลของ UNHCR หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ การเก็บข้อมูลชีวมิติ (Biometric) ผ่านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในเดือนมกราคม 2026 และมีโครงการนำร่องที่ขึ้นทะเบียนแล้วเกือบ 37,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้ลี้ภัยที่ถูกควบคุมอยู่ในศูนย์กักกัน
รัฐบาลระบุว่าเอกสาร DPP อาจเปิดช่องให้ผู้ลี้ภัยมี สิทธิทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย ในอนาคต
ความกังวลในหมู่ผู้ลี้ภัย
แม้โครงการ DPP จะดูเป็นโอกาสใหม่ในการได้รับการรับรอง ตัวแทนชุมชนผู้ลี้ภัยยังคงแสดงความกังวล เนื่องจาก ยังไม่ชัดเจนว่ากระทรวงมหาดไทยและ UNHCR จะทำงานร่วมกันอย่างไร การประเมินสถานะผู้ลี้ภัย (RSD) จะทำโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขณะที่มาเลเซียยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญาผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 และผู้ลี้ภัยจำนวนมากกลัวความเสี่ยงถูกกักตัวหรือส่งกลับ
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังคาดหวังว่า หากดำเนินการอย่างรอบคอบ แนวทางใหม่นี้อาจเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยได้รับการยอมรับและมีความปลอดภัยมากขึ้น
ความหวังและทางออก
Shamsul Anuar Nasarah รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าจะเดินหน้าโครงการในวันที่ 1 มกราคม 2026 เพื่อแก้ปัญหาด้านความมั่นคงและจัดระเบียบฐานข้อมูลตามคำสั่งของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
แม้จะยังมีอุปสรรคทั้งด้านงบประมาณ การบังคับใช้ตรวจคนเข้าเมือง และข้อกฎหมาย แต่ผู้ลี้ภัยยังคงมีความหวังว่า ระบบขึ้นทะเบียนแบบใหม่จะช่วยให้ได้รับความคุ้มครองและสิทธิขั้นพื้นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มจากเมียนมา ซึ่งเป็นประชากรผู้ลี้ภัยใหญ่ที่สุดในประเทศ
ชุมชนผู้ลี้ภัยในมาเลเซียยังคงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน แต่ความหวังยังมีอยู่ ว่าการขึ้นทะเบียนที่ครอบคลุมและปลอดภัย จะทำให้ผู้ลี้ภัย “ถูกนับ รับรู้ และได้รับการคุ้มครอง” มากขึ้นในอนาคต
เนื้อหาโดย วณิชชา สุมานัส








