วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 8, 2026
หน้าแรกศาสนาผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ...

ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ…

- 

อ่านข่าวนี้กดที่นี่

บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว…

ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง… สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง

ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน ในธรรม
นั้นๆ ได้

บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ

ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง เพราะว่าความผัดเพี้ยน กับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย

พระมุนีผู้สงบ ย่อมเรียกบุคคลผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้ มีความเพียร
ไม่เกียจคร้าน ทั้งกลางวัน และกลางคืน นั้นแล.

ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ก็บุคคล ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว…
อย่างไร ? คือ ไม่รำพึงถึง ความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ.

เราได้มีรูปอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว,
เราได้มีเวทนาอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว,
เราได้มีสัญญาอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว,
เราได้มีสังขารอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว,
เราได้มีวิญญาณอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ก็บุคคล จะไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร ? คือ ไม่รำพึง ถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ.

ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ ในกาลอนาคต,
ขอเราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ในกาลอนาคต,
ขอเราพึงมีสัญญาอย่างนี้ ในกาลอนาคต,
ขอเราพึงมีสังขารอย่างนี้ ในกาลอนาคต,
ขอเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้ ในกาลอนาคต,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่มุ่งหวังสิ่งที่
ยังไม่มาถึง ฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ก็บุคคล ย่อมไม่ง่อนแง่น ในธรรมปัจจุบันอย่างไร ? คือ อริยสาวก ผู้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้.

ผู้ได้เห็นพระอริยะ, ผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะ, ผู้ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ, ผู้ได้เห็นสัตบุรุษ,
ผู้ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ,
ผู้ฝึกดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ,

ย่อมไม่เล็งเห็นรูป โดยความเป็นอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ว่ามีรูปบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นรูป ในอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ในรูปบ้าง,

ย่อมไม่เล็งเห็นเวทนา โดยความเป็นอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ว่ามีเวทนาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นเวทนา ในอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ในเวทนาบ้าง,

ย่อมไม่เล็งเห็นสัญญา โดยความเป็นอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ว่ามีสัญญาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นสัญญา ในอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ในสัญญาบ้าง,

ย่อมไม่เล็งเห็นสังขาร โดยความเป็นอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ว่ามีสังขารบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นสังขาร ในอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ในสังขารบ้าง,

ย่อมไม่เล็งเห็นวิญญาณ โดยความเป็นอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ว่ามีวิญญาณบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นวิญญาณ ในอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ในวิญญาณบ้าง,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน ฯ

ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ


บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว…

ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง… สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง

ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน ในธรรม
นั้นๆ ได้

บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ

ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง เพราะว่าความผัดเพี้ยน กับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย

พระมุนีผู้สงบ ย่อมเรียกบุคคลผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้ มีความเพียร
ไม่เกียจคร้าน ทั้งกลางวัน และกลางคืน นั้นแล.

ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ ฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ก็บุคคล ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว…
อย่างไร ? คือ ไม่รำพึงถึง ความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ.

เราได้มีรูปอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว,
เราได้มีเวทนาอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว,
เราได้มีสัญญาอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว,
เราได้มีสังขารอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว,
เราได้มีวิญญาณอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯ

(บาลีสยามรัฐ เล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๕๒๙.)


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ก็บุคคล จะไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร ? คือ ไม่รำพึง ถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ.

ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ ในกาลอนาคต,
ขอเราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ในกาลอนาคต,
ขอเราพึงมีสัญญาอย่างนี้ ในกาลอนาคต,
ขอเราพึงมีสังขารอย่างนี้ ในกาลอนาคต,
ขอเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้ ในกาลอนาคต,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่มุ่งหวังสิ่งที่
ยังไม่มาถึง ฯ

(บาลีสยามรัฐ เล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๕๓๑.)


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ก็บุคคล ย่อมไม่ง่อนแง่น ในธรรมปัจจุบันอย่างไร ? คือ อริยสาวก ผู้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้.

ผู้ได้เห็นพระอริยะ, ผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะ, ผู้ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ, ผู้ได้เห็นสัตบุรุษ,
ผู้ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ,
ผู้ฝึกดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ,

ย่อมไม่เล็งเห็นรูป โดยความเป็นอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ว่ามีรูปบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นรูป ในอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ในรูปบ้าง,

ย่อมไม่เล็งเห็นเวทนา โดยความเป็นอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ว่ามีเวทนาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นเวทนา ในอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ในเวทนาบ้าง,

ย่อมไม่เล็งเห็นสัญญา โดยความเป็นอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ว่ามีสัญญาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นสัญญา ในอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ในสัญญาบ้าง,

ย่อมไม่เล็งเห็นสังขาร โดยความเป็นอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ว่ามีสังขารบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นสังขาร ในอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ในสังขารบ้าง,

ย่อมไม่เล็งเห็นวิญญาณ โดยความเป็นอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ว่ามีวิญญาณบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นวิญญาณ ในอัตตาบ้าง,
ย่อมไม่เล็งเห็นอัตตา ในวิญญาณบ้าง,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน ฯ…..


คชสีห์นิวส์ 10
คชสีห์นิวส์ 10
ผู้อำนวยการฝ่ายการข่าว

ข่าวยอดนิยมในสัปดาห์