โจทย์และความท้าทายของปฏิรูปตำรวจไทย 2567
ตำรวจเป็นหน่วยงานที่สังคมประสงค์ให้มีการปฏิรูปมากที่สุดองค์การหนึ่ง ซึ่งสะท้อนว่าการปฏิบัติงานของตำรวจที่ผ่านมาไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชน
สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือ การปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส รับผิดชอบ กล้าหาญและตรงไปตรงมา
แต่สิ่งที่ประชาชนพบเห็นและได้ยินบ่อยครั้งด้วยตนเองโดยตรงบ้าง ผ่านสื่อสังคมออนไลน์บ้าง หรือจากการบอกเล่าของคนรู้จักบ้าง ส่วนใหญ่เป็นไปในทางที่ตรงกันข้ามกับความคาดหวัง นาน ๆ ครั้งจึงปรากฎข่าวที่เป็นไปตามความหวังหรือเหนือความคาดหวังในเชิงบวก
ตำรวจทราบหรือไม่ว่าประชาชนคิดอย่างไรกับพวกเขา ผมคิดว่าในเวลานี้ตำรวจส่วนใหญ่คงทราบและตระหนักอยู่บ้างแล้วว่าภาพลักษณ์ของตนเองในสายตาประชาชนย่ำแย่เพียงใด ยกเว้นแต่จะปิดหูปิดตาหรือมองความจริงบิดเบือนไป
สมมติว่าทราบแล้ว คำถามก็คือผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ที่นั่งอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ มีเจตจำนงแรงกล้าเพียงใดในการปรับปรุงการปฏิบัติงานของตำรวจ ให้เป็นไปตามคำขวัญที่ว่า “พิทักษ์สันติราษฎร์” หรือ ปกป้องรักษาความสงบสุข สันติ และความปลอดภัยให้แก่ประชาชน แต่เท่าที่ได้รับรู้มา ดูเหมือนทำให้คิดไปในทางที่ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นได้มากนัก
มีเหตุการณ์จำนวนไม่น้อยที่ปรากฎขึ้นต่อสาธารณะ ซึ่งบ่งบอกให้นำไปสู่ข้อสรุปว่า ความแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกิจและอำนาจของผู้กระทำผิด ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานของตำรวจแตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผู้กระทำผิดมีฐานะร่ำรวย อย่างการขับรถชนคนตายของทายาทนักธุรกิจใหญ่เจ้าของเครื่องดื่มกระทิงแดง การดำเนินคดีเป็นไปอย่างล่าช้าผิดปกติ หรือ กรณีที่ผู้กระทำผิดมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจรัฐ ก็พบว่าประสิทธิภาพในการดำเนินคดีอยู่ในระดับต่ำมาก อย่างคดีการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล
คำกล่าวที่ว่า บางคดีตำรวจดำเนินการไปแล้วเจอ “ตอ” ทำให้ต้องหยุด ไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้ บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า การทำงานของตำรวจมีขีดจำกัดและตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างจากภายนอก ซึ่งหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้บ่อยเข้า ความเสื่อมก็ยิ่งเพิ่มพูน
ความท้าทายที่สำคัญในการปรับปรุงการดำเนินงานของตำรวจประการแรกคือ จะแสวงหาระบบ กลไก แนวทาง และบรรทัดฐานการปฏิบัติที่ทำให้ตำรวจสามารถดำเนินงานด้านคดีอย่างตรงไปตรงมา กล้าหาญ มั่นคงไม่หวั่นไหวต่อพลังอิทธิพลจากฐานะทางเศรษฐกิจและอำนาจของผู้กระทำผิดได้อย่างไร
ประเด็นนี้ผมขอตั้งเป็นคำถามและขอฝากไปยังคณะทำงานปฏิรูปตำรวจไทย นำไปคิดต่อครับ
ถัดมาเป็นเรื่อง การใช้อำนาจและบทลงโทษของกฎหมายเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งพบเห็นได้โดยทั่วไป สำหรับในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนในวงกว้างคือ การตั้งด่านตามถนนเพื่อตรวจจับผู้กระทำผิดกฎหมายจราจร ในอดีตเรื่องแบบนี้มีอยู่ค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะลดลงไปบ้าง เพราะว่าถูกสังคมกดดันมากขึ้น และผู้ตั้งด่านแบบผิด ๆ ก็เริ่มรู้ถึงความเสี่ยงที่พฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของตนเองถูกนำไปเปิดเผยต่อสสาธารณะ ในระยะหลังจึงหันไปใช้เทคโนโลยีตรวจจับแทนมากขึ้น
สำหรับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของกลุ่มคนเฉพาะบางกลุ่ม บางเรื่องกฎหมายห้ามเด็ดขาดเพราะเป็นภัยอย่างร้ายแรงและไม่เป็นธรรมต่อสังคม เช่น การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบุกรุกที่สาธารณะ อุทยานและป่าสงวน และการค้าของเถื่อน ขณะที่บางเรื่องสามารถทำได้ในบางระดับภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด เช่น การประกอบการบันเทิง การบริการขนส่งสาธารณะ การพนันบางประเภท
การทำผิดในเรื่องเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดผู้ประกอบการที่มีความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนโดยขาดความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม เมื่อมีกฎหมายห้ามบุคคลกระทำในเรื่องราวเหล่านี้แล้ว ก็ย่อมแสดงว่าสังคมไม่ยอมรับและไม่ประสงค์ให้สิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่ในสังคม กล่าวในเชิงอุดมคติก็หมายความว่า ประชาชนทุกคนในสังคมต้องยอมรับกฎเกณฑ์ และไม่ควรกระทำพฤติกรรมเหล่านั้น
ขณะเดียวกัน ตำรวจเองซึ่งเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดจริงจัง เพื่อทำให้กฎหมายมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด การบุกรุกทำลายธรรมชาติทรัพย์สมบัติของชาติ และการค้าของเถื่อนก็ย่อมหมดไป หรือลดลงเหลือเป็นจำนวนน้อยจนไม่สร้างผลกระทบต่อความสงบสุขและสันติของประชาชนอีกต่อไป
แต่ในความเป็นจริงสถานการณ์ดูเหมือนจะเป็นไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังแต่อย่างใด ซึ่งย่อมเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติในการทำงานของตำรวจดำรงอยู่จริง
สำหรับบางเรื่องที่สังคมมองว่า สร้างผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมไม่มากเท่ากับเรื่องในกลุ่มแรก ทั้งยังเป็นเรื่องที่ฝังลึกอยู่ในอุปนิสัยของคนไทย อย่างเรื่อง การเล่นพนัน การนิยมความสนุกสนานบันเทิง เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยากในการขจัดออกไป ตราบใดที่คนไทยยังไม่สามารถควบคุมอุปนิสัยเหล่านั้นให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมได้ ก็ย่อมเป็นเงื่อนไขและเปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
อันที่จริงไม่ใช่ว่า ตำรวจจะไม่มีการปราบปรามการกระทำที่เป็นภัยอย่างรุนแรงต่อสังคม เท่าที่เห็นก็มีการดำเนินการอยู่บ้าง และมีผลงานปรากฎให้เห็นตามสมควรทั้งการปราบปรามยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ แต่หากเปรียบเทียบกับการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ ก็ถือว่าค่อนข้างน้อยอย่างน่าใจหาย
ความท้าทายก็คือ จะทำอย่างไรให้ตำรวจสามารถดำเนินการป้องกัน ปราบปราม และดำเนินคดีกับ บุคคล กลุ่มธุรกิจ และขบวนการนอกกฎหมายที่มีทั้งอิทธิพลทางการเงิน อำนาจเถื่อน และอำนาจรัฐนอกแถวสนับสนุนอยู่ด้วยได้อย่างมีประสิทธิภาพตามกฎหมาย และบรรลุประสิทธิผลตามความคาดหวังของสังคมได้
ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่อีกประการหนึ่งสำหรับการปฏิรูปตำรวจไทย
มีอีกเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมอย่างมาก นั่นคือการทำงานแบบมุ่งสร้างผลงานของตำรวจ ซึ่งทำให้ตำรวจเร่งรัดการดำเนินคดีและหาตัวผู้กระทำความผิดส่งฟ้องศาล ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างไม่รอบคอบ จนส่งผลให้คนบริสุทธิ์ต้องกลายมาเป็น “แพะ” สังเวยความก้าวหน้าของตำรวจบางกลุ่มไป
ที่ร้ายกว่านั้นบางกรณี มีความเป็นไปได้ว่ามีการสร้างหลักฐานเท็จเพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่งมีความผิด หรือ ไม่ก็ใช้วิธีการบีบบังคับ ทำร้ายผู้ต้องหาเพื่อให้สารภาพ ทั้ง ๆ ที่เขาอาจไม่มีความผิด จนในปัจจุบันต้องมีการตั้งกองทุนที่ใช้เงินจากภาษีของประชาชนขึ้นมา เพื่อเยียวยาผู้บริสุทธิ์ที่ต้องรับโทษ เพราะการทำงานที่มุ่งเน้นผลงานตนเอง ยิ่งกว่าการรักษาความยุติธรรมของสังคม
ความท้าทายในเรื่องนี้ คือ จะกำหนดระบบ และการพัฒนาการบริหารและการปฏิบัติงานอย่างไร ที่ทำให้ตำรวจมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น และจะกำหนดบทลงโทษอย่างไรต่อผู้สร้างผิดพลาด จนทำให้คนบริสุทธิ์สูญเสียอิสระภาพหรือถูกทำร้าย ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดที่เกิดจาความจงใจหรือไม่จงใจก็ตาม
ผมคิดว่าเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องสำคัญในการปฏิรูปตำรวจ ที่คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจควรให้ความสนใจและครุ่นคิดอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อออกแบบโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติใหม่ให้มีระบบ กลไก แนวทาง และบรรทัดฐานการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส รับผิดชอบต่อสังคม และตอบสนองความคาดหวังของประชาชน
อย่างไรก็ตามผมคิดว่าการออกแบบเชิงโครงสร้างเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการสร้างพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่สำคัญพอ ๆ กัน หรือ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำคือ การออกแบบระบบการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณธรรมให้กับบุคคลากรของ สตช. อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง และการออกแบบระบบการปลูกฝังและถ่ายทอดวัฒนธรรมธรรมาภิบาล วัฒนธรรมประสิทธิภาพ และวัฒนธรรมพันธกิจ ให้ผนึกซึมลึกลงไปในจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกของบุคลากรตำรวจทุกคน เพื่อสร้างอุปนิสัยใหม่ ๆ ในการทำงานให้สอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมต่อไปอย่างยั่งยืน








