ธรรมชาติของจิตเดิมๆหากไม่มีสิ่งใดปรุงแต่ง จะเป็นเพียง “ธาตุที่รู้แจ้งในสิ่งที่ปรากฏ” จะมีสภาวะนิ่งสงบ,สว่างใสไม่สัดส่ายแกว่งไกวไปไหนทั้งสิ้น
(.)จิต มันว่องไวเหลือเกิน มันรวดเร็วยิ่งกว่าความเร็วอะไรในโลกจะมาเปรียบเทียบได้ แม้เพียงชั่วขณะลัดนิ้วมือ (คือการเอานิ้ว 2 นิ้วประกบแล้วดีดออกจากกัน) แว่บเดียว ! จิตของคนเรา สามารถเกิดแล้วดับ ติดต่อกันโดยไม่ขาดสายถึงแสนโกฏิครั้ง ลองคิดดูปะไร?
จิตมันต้องมีที่อิงอาศัยไม่มีไม่ได้ การฝึกปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 คือการฝีกจิตด้วยอุบายอันแยบคาย เมื่อธรรมชาติของจิตเป็นแบบนี้จึงต้องหาที่ให้มันอิงอาศัย หากไม่หาอุบายหลอกล่อให้จิตมันมีที่อยู่สักแห่ง จิตมันก็กระโดดโลดเต้นออกไปทางประตูทั้ง 6 ตามที่มันเคยชินอย่างไม่รู้จบสิ้นนั่นเอง เพราะมันเคยชินแบบนั้น
(.)จิตของทุกคนมันหยาบกระด้าง เพราะจิตถูกกระแสกิเลสสารพัดถั่งโถมอยู่รอบตัวทุกขณะ (ตาเก็บภาพ หูเก็บเสียง จมูกเก็บกลิ่น ลิ้นเก็บรส กายเก็บความรู้สึกถูกต้องสัมผัส ใจเก็บอารมณ์ = ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเอามาเก็บใส่แฟ้มมหากาพย์ชีวิตไว้ในห้องของจิตใจ)
จึงทำให้ทุกคนติดข้องอยู่ในความคิดโลก จากประสบการณ์ชีวิตทุกชนิดของตนเอง ที่ถูกฟูมฟักเรียนรู้มาตั้งแต่เกิดเป็นต้นมา…. มันเป็นอยู่แบบนี้จนกลายเป็นความเคยชิน เลยคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของโลก เป็นเรื่องปกติของชีวิต เพราะเราชินกับมันจนไม่เคยมีความรู้สึกว่า … ตนเองกำลังโดนโลกมันหลอกให้หลงติดข้องอยู่กับมัน ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักรไม่รู้จบ….สิ่งนี้เรียกว่า “อวิชชา”
(*)ในทุกขณะที่ความคิดที่แว่บ! .. แว่บๆๆ ทุกขณะที่ความคิดวูบไหวไปมา จะเกิดภาพขึ้นภายในใจ เป็นภาพเก่าในอดีตที่เราเคยเห็นมาและเก็บไว้ นั่นแหละ (แต่ภาพนั้นได้ถูกบันทึกไว้ในใจแล้ว) ที่เรียกว่า “ความทรงจำ”







