#การถือธุดงค์วัตรตลอดชีพ
ปรกติแล้วในสมัยโบราณ_พระเถราจารย์ที่ทรงคุณวุฒิในด้านวิปัสสนากรรมฐาน
“…ท่านมักจะหลบเร้นอยู่ในป่า ตามถ้ำบางรูป
ก็อยู่ตามวัดที่อยู่นอกเมือง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครอง เรียกว่าฝ่ายอรัญวาสี(วัดป่า) ส่วน… พระที่อยู่ในเมืองมีการปกครองในด้านปริยัติ เรียกว่าฝ่ายคามวาสี พระฝ่ายคามวาสีหาก
เกิดความเบื่อหน่ายทางโลก บางท่านพอออกพรรษาก็ออกธุดงค์แสวงหาความเงียบสงบ บำเพ็ญเพียรวิปัสสนา บางท่านเข้าป่าก็ไม่หันกลับมาหนีความวุ่นวาย เข้าหาความเงียบสงบตามแนวทางพระพุทธองค์ ในด้านการปฏิบัติธรรม ที่มีในพระธรรมบท
… กล่าวถึงธุดงค์วัตร ๑๓ ข้อ หากพระสงฆ์องค์ใดมุุ่งปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คนส่วนมากเห็นเป็นอัตตกิลมถานุโยคคือคือการบำเพ็ญทุกกิริยา ไม่ใช่มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) ส่วนหลวงพ่อเกษมนั้น ได้อยู่ฝ่ายคามวาสีมาก่อน เห็นเหตุแห่งความสับสนวุ่นวายกิเลสตัณหา จึงหลีกเร้นออกอยู่ตามป่าช้า โดยถือธุดงค์วัตรทั้ง ๑๓ ข้อ… คือ…
๑_ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
๒_ถือการนุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร
๓_ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร
๔_ถือการบิณฑบาตไปโดยลำดับแถวเป็นวัตร
๕_ถือการฉันจังหันมื้อเดียวเป็นวัตร
๖_ถือการฉันในภาชนะเดียวคือฉันในบาตรเป็นวัตร
๗_ถือการห้ามภัตตาหารที่เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร
๘_ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
๙_ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร
๑๐_ถือการอยู่อัพโภกาสที่แจ้งเป็นวัตร
๑๑_ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร
๑๒_ถือการอยู่ในเสนาสนะตามมีตามได้เป็นวัตร
๑๓ถือเนสัชชิกังคธุดงค์คือการไม่นอนเป็นวัตร
“…เป็นหลักชัยในการปฏิบัติ ครั้งแรกที่ท่าน
อยู่ป่าช้าศาลาวังทาน ท่านไม่ยอมพูดจากับใครเลย ถึงแม้มีคนไปหาสอบถามอะไรก็ตาม ท่านก็นั่งนิ่งสงบไม่พูดจาอย่างนั้น บางวันมีคนนำศพมาเผา ในสมัยนั้นเผากันสดๆ บนกองฟอนไม่มีเมรุเหมือนปัจจุบันนี้ เมื่อเผาเสร็จถ้าเป็นคนที่ตายปรกติธรรมดา ก้ฝังกันไว้ที่บริเวณป่าช้าชั้นนอกๆ ถ้าเป็นคนที่ตายโหงก็ฝังกันไว้ที่ชั้นในลึกเข้าไป
หลวงพ่อเกษมได้เลือกป่าช้าชั้นในเป็นที่พำนัก เวลามีศพมาเผา เมื่อญาติพี่น้องของคนตายกลับบ้านหมด ท่านก็จะออกมานั่งอยู่หน้าเชิงตะกอนเผาศพทำสมาธิจิต อยู่นานเท่านาน ไม่ว่าแดดจะร้อนจัดเพียงใด ไม่มีใครกำหนดรู้ได้ว่า หลวงพ่อเกษมท่านมีภูมิจิตภูมิธรรมสูงส่งเพียงใด แต่เมื่อมีผู้พบเห็นท่านนั่งสมาธินิ่งเป็นเวลานาน ก็ย่อมเป็นที่สงสัยและเกิดความแปลกประหลาดใจ โดยจิตปรุงแต่งไปต่างๆนานา การนั่งสงบหลับตานิ่งๆนั้น พอที่ใครจะทำตบตาคนทั่วไปได้ แต่การนั่งหลับตาอยู่นิ่งๆสงบๆเป็นเวลาทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ขยับเขยื้อนเลย ย่อมเป็นการกระทำที่สุดวิสัยที่จะหลอกลวงกันได้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ กระจายออกไปทั่วในระยะนั้น ท่านได้กลายเป็นอาหารปากที่ผู้คนมากมายนำไปพูด มีทั้งข้อติเตียนและข้อโต้แย้งกันมาก ท่านยังคงนั่งหลับตาเจริญภาวนา อยู่รูปเดียวไม่รู้ไม่เห็นไม่โต้ตอบ ปิดทวารทั้งเก้า หรือเรียกว่าสำรวมอินทรีย์สังวรเช่น เคยเอนหลังนอนหลับตาสบายก็หยุดนอน เปลี่ยนมาเป็นการอยู่ในอริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง งดการนอน ใช้วิธีนั่งสมาธิแบบนั่งกบ พักผ่อนในฌานเข้าไปนั่งสมาธิในห้องส้วมบ้าง เข้าสมาธิกลางแจ้งตากแดดตากฝน งดที่มุงที่บัง เป็นระยะเวลานานๆ ยิ่งการรับกิจนิมนต์ขึ้นรถไปที่ใดๆท่านงดหมด จะไปแห่งใดก็เดินไปถึงแม้หนทางจะไกล..แต่ท่านใช้การเดินเป็นหลัก
จึงมักมีคำถามที่สงสัยหลายๆครั้งในการรับกิจนิมนต์ว่าท่านไปทันได้อย่างไร
ไม่มีใครตอบได้ในสิ่งที่ยากต่อคำอธิบาย #ท่านไม่ยอมขึ้นรถอย่างเด็ดขาด_จนวาระสังขารของหลวงพ่อแก่ชราลง
ท่านถึงยอมนั่งรถบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น..
จี้กง……..(ชงข่าว-ในขวดเล่า)







