หากมองว่าการแพร่เชื้อโรค อันก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย ความกังวล และภาระค่าใช้จ่าย เป็นการสร้างเวรสร้างกรรมที่ส่งต่อกันไปไม่มีวันสิ้นสุด จงอย่าลืมว่า การทำให้คนมีสติรู้คิด ด้วยการเผยแพร่ความรู้ ศีล สมาธิ สติปัญญา การปล่อยวาง เพื่อทางดับทุกข์ ก็ส่งต่อกันไม่มีวันสิ้นสุดได้เหมือนกัน
ประโยชน์ของการมีศีล สมาธิ สติ ปัญญา
ศีลจะทำให้รู้จักผิดชอบชั่วดี เมื่อฝึกสมาธิ จะเกิดความสงบ เมื่อมีความสงบ จึงมีสติ เมื่อมีสติ จะรู้เท่าทันตนเอง ยามใดขาดสติก็ต้องใช้สมาธิ สนับสนุนค้ำจุนกัน เมื่อมีสติจะใช้ปัญญาพิจารณาหาทางออก หากมีศีล ศีลจะคอยชักนำความสงบสุข ความสบายใจมาให้ เมื่อรู้ดังนี้แล้วหากมีสติจะรู้เท่าทันตนเอง เมื่อมีความคิดความรู้สึกไม่ดี จากกิเลส ราคะ อันได้แก่ ความอยาก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความยึดมั่นถือมั่น ตัดไม่ลงปลงไม่ขาด จะรู้จักพิจารณา รู้จักข่มอารมณ์ รู้จักผิดชอบชั่วดียับยั้งชั่งใจ เมื่อรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดของตนเองแล้วจะรู้จักป้องกันตนเองทั้งความคิดและความรู้สึก ทั้งของตนเองและของผู้อื่น จะรู้จักมองการไกล นึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และเมื่อมีเหตุที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นแล้ว จะรู้จักปล่อยวาง ตั้งสติแล้วแก้ไข สมาธิก็คือการปล่อยวาง การปล่อยวางและความมีสติ จะเกื้อหนุนค้ำจุนกัน สติและปัญญาจะร่วมกันพิจารณาหาทางออก และศีลจะคอยชักนำ ความสงบสุขความสบายใจมาให้ สุดท้ายจงรู้จักการให้และการแบ่งปัน
ด่าเค้าสิบอย่าหวังว่าเค้าจะโต้ตอบมาสิบ เค้าอาจไม่ตอบโต้ หรือตอบโต้มาเป็นร้อยเท่าพันเท่า หรือลามไปถึงบุพการีคุณก็ได้ อย่าคิดว่าก่อเท่าใดแล้วควรได้รับเท่านั้น บุญก็เช่นเดียวกัน ทำสิบก็อาจได้คืนร้อยเท่าพันเท่าทวีคูณ เพราะการให้ก็ส่งต่อกันไม่มีวันสิ้นสุด
ประโยชน์ของสมาธิ หรือการปล่อยวาง
สมาธิ : ความตั้งมั่น แน่วแน่
สติ : ความรู้สึกตัว ความรู้ตัว ว่าทุกข์ ว่าสุข
ฟุ้งซ่าน : คิดไปทั่ว คิดไปไม่หยุดนิ่ง ไม่อยู่กับร่องกับรอย หากคุณกำลังฟุ้งซ่านขาดสติ มีความทุกข์หาทางออกไม่ได้ เช่นเสียความรู้สึก ไม่ว่าความเศร้า ความกังวล หรือกำลังครุ่นคิด ลังเล สงใสเศร้าโศก เสียใจ ก็ทำสมาธิกำหนดจิตกำหนดใจให้แน่วแน่
เมื่อสมาธิมั่นคงแล้ว ก็จะมีสติรู้ตัวว่าฟุ้งซ่าน รุ่มร้อน ลุ่มหลง กระวนกระวาย อันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เมื่อทำสมาธิ หรือปล่อยวางได้แล้ว
ความฟุ้งซ่านก็สงบลง ไม่ทำให้เสียสติไปมากกว่าเดิม
ความฟุ้งซ่านก็คือ ใจที่ร้อนรุ่ม กระวนกระวายหาทางออกไม่ได้ เปรียบเหมือนน้ำที่กำลังเดือดพล่าน ระเหยออกไปทุกที ทำให้น้ำหรือสติที่มีลดน้อยลง หรือคุณกำลังจะขาดสตินั่นเอง การทำสมาธิก็เหมือนเอาน้ำเย็นเข้าลูบ หรือลดความร้อนในใจคุณ เมื่อมีสมาธิแล้วใจเย็นแล้ว จะประคองสติได้ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เสื่อมถอย ก็กำหนดสมาธิตั้งมั่นเรียกสติต่อยอดกันต่อไป เพื่อหาทางออก ทางแก้ไข หรือทางดับทุกข์นั่นเอง
ทางแห่งการหลุดพ้น
การหาทางดับทุกข์ เมื่อมีทุกข์ ก็ต้องมีสุข มันเป็นของคู่กัน เปรียบได้เหมือนฝาแฝดที่มีพร้อมกัน ต่างกันแค่เหตุใดจะเกิดก่อนหรือเกิดหลัง สืบเนื่องเชื่อมโยง ไม่ว่าจะมองในมุมของตัวเรา หรือมุมของผู้อื่นที่ได้ผลกระทบจากเรา เหมือนทำดีกับคนหนึ่ง อีกคนก็อาจได้รับผลกระทบ หรือก่อนเราจะเสียสละเราก็ต้องแลกกับความเหนื่อยยากอุตสาหะ ตัดใจ ข่มใจ อยากแข็งแรงก็ต้องอดทน ออกกำลังกาย ไม่อยากอ้วนก็ต้องตัดใจข่มใจไม่กิน
นี่แหละมันเป็นของมีคู่กันมา มีคนหน้าตาดี คนหน้าตาไม่ดีก็น้อยใจเสียใจ คนหนึ่งได้ดีคนหนึ่งก็อิจฉาริษยา คนได้ตำแหน่งดีใจ คนไม่ได้ตำแหน่งก็ผิดหวังเสียใจ แล้วกว่าจะได้ตำแหน่งต้องแลกกับอะไรมาบ้าง เพราะมันเป็นของคู่กัน คนเราไม่ได้เกิดมาเสมอกัน มีพร้อมกัน มีเหมือนกัน หรือคิดเหมือนกัน เป็นสิ่งเที่ยงแท้และแน่นอนที่สุด
จึงเป็นเหตุของการปล่อยวางเพื่อหาทางหลุดพ้น เมื่ออยากถึงทางแห่งความพ้นทุกข์ ก็ต้องดับทุกข์ให้ได้ แต่อย่าลืมว่าทุกข์สุขเป็นของคู่กัน
ไม่รู้จักความทุกข์ก็ไม่รู้จักความสุข อยากดับทุกข์ก็ต้องยอมสละความสุข
นั้นแหละหนทางแห่งความหลุดพ้น
ความเที่ยงแท้คือความไม่แน่นอน
ความแน่นอนคือความสุขและความทุกข์
ซึ่งความสุขก็อาจเปลี่ยนเป็นความทุกข์ ความทุกข์ก็อาจเปลี่ยนเป็นความสุข นั่นแหละที่มาของคำว่าในความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
ใดๆ ในโลกล้วน อนิจจัง
อนิจจัง คือความไม่เที่ยง ทุกสิ่งไหลผ่าน เปลี่ยนแปลง ไม่หยุดนิ่ง
เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างอยู่ตลอด ตามกาลเวลา นี่แหละคือความแน่นอน
หากมองว่าการนิพพาน หรือทางแห่งความหลุดพ้น เป็นการหนีปัญหา หรือทิ้งปัญหาไว้ให้คนข้างหลังเมื่อพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าเป็นการยุติปัญหา หากไม่ปล่อยวางก็เป็นการจองเวร สร้างเวรสร้างกรรมกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงแล้วสอนแล้วเตือนแล้ว หากไม่เข้าใจ ต้องปล่อยวาง
หากมองในเรื่องของบุญกุศล หรือเวรกรรม คุณก็มองว่า การตรัสรู้ นิพพานจนถึงการเผยแพร่หนทางแห่งความดับทุกข์เป็นการสร้างบุญสร้างกุศลมหาศาล เจ้ากรรมนายเวรเมื่อได้รับผลบุญตอบแทนหรือชดเชยแล้ว ก็หยุดจองเวรจองกรรม เป็นอันสิ้นสุด หากคุณยังปล่อยวางเพื่อถึงทางหลุดพ้นไม่ได้ ก็ควรปล่อยวางเรื่องที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ สร้างปัญหาให้น้อยที่สุด แต่สร้างประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อความสงบสุขในสังคม และเพื่อความสุขในชีวิตบั้นปลายของคุณ หากปล่อยวางได้เรื่องหนึ่งก็หลุดพ้นได้เรื่องหนึ่ง
เมื่อรู้จริงเห็นแจ้งแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดให้เรียนรู้อีก
เมื่อรู้จริงเห็นแจ้งแล้ว ใยต้องสนใจสิ่งใดอีก
เมื่อรู้จริงเห็นแจ้งแล้ว เหตุใดจึงไม่ปล่อยวาง
หากมองว่าการนิพพานก็คือการหวังผล
แต่คำนิยามกลับระบุว่าเป็นการกระทำที่ไม่หวังผล ละซึ่งกิเลส ความอยาก ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่กลับให้ทำความดีเพื่อสร้างบุญสร้างกุศล เพื่อความสุข แต่การต้องการความสุขนั้นก็คือความอยาก เป็นการกระทำที่หวังผล
หากพิจารณาให้ดี การให้การแบ่งปันจะนำความสงบสุข ความสบายใจมาให้ โดยไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งคุณจะให้ด้วยความเต็มใจ และจริงใจ จนไม่หวังผลใดๆ ตอบแทนอีกเลย
การนิพพาน เบื้องต้นนั้นก็คือการสร้างบุญสร้างกุศลเปรียบเหมือนเข็มทิศชี้ทาง เมื่อไปถึงเป้าหมาย อันเป็นกุศโลบายธรรมที่แยบยลแล้ว คุณจะต่อยอดความเข้าใจหลักธรรมอันลึกซึ้งนี้ ว่าการกระทำที่หวังผลนั้น หากปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนเห็นความสุขความสบายใจแล้ว จะเปลี่ยนเป็นการให้ที่ไม่หวังผลใดๆ ตอบแทนอีกเลย เมื่อไม่หวังผล เท่ากับท่านไม่ยึดติดกับสิ่งใด และไม่มีสิ่งใดเหนี่ยวรั้งท่านเอาไว้ได้ แม้กระทั่งความสุขและความทุกข์ จะต่างอะไรกับการหมดเวรหมดกรรม เพราะให้จนไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนแล้ว มองอีกมุมหนึ่งก็คือไม่มีผู้ที่ควรได้รับชดใช้ หรือตอบแทนแล้ว หมดสิ้นหน้าที่แล้ว หมดสิ้นภาระผูกพันพัน เป็นอันหลุดพ้น
อย่าลืมว่าคำสอนจากความรู้ความเข้าใจของท่านได้ถูกส่งต่อ เผยแพร่ออกไปแล้ว ใยต้องมีสิ่งใดให้ใส่ใจอีก
เมื่อไม่หวังผล แต่กลับได้ผล ผลที่ท่านจะได้รับคือการหลุดพ้นสู่นิพพานนั่นเอง
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอวิชชาละได้แล้ว
การเกิดขึ้นของวิชชา ย่อมไม่ปรุงแต่งอภิสังขาร หมายถึงการกระทำที่หวังผล
อันเป็นบุญ, ไม่ใช่บุญและ อเนญชา ทำบุญไม่หวังผล และไม่ทำบาป
เมื่อไม่ปรุงแต่ง เธอย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งใด ๆในโลก ไม่สะดุ้งหวาดเสียว
เธอย่อม”ปรินิพพาน”เฉพาะตนนั่นเทียว เธอย่อมประจักษ์ว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว
กิจควรทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ ไม่มี
เมื่อถึงครา…บรรลุ ..กลับไม่มีสิ่งใด…ให้บรรลุ
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
โดยความคิดอะไรบางอย่าง เธอย่อมสร้างความมีอยู่ของ”ตน”ขึ้นมา
คิดถึงความมี เธอก็สร้างความมี ของเธอขึ้นมา
คิดถึงความไม่มี…เธอก็สร้างความไม่มี ของเธอขึ้นมา
กล่าวคือเมื่อนึกถึงความสุข เธอจะนึกว่าเธออยากได้สิ่งใดบ้าง เมื่อนึกถึงความทุกข์ เธอจะนึกว่าเธอไม่ต้องการสิ่งใดบ้าง จงให้ความคิดผิดๆ เช่นนี้สูญสิ้นไปอย่างเด็ดขาด ก็ไม่มีอะไร ให้แสวงหาอีก
อเนญชา
ทำบุญไม่หวังผล และไม่ทำบาป
เมื่อไม่หวังผล
…ก็ไม่มีอะไรบรรลุถึงอะไร …
ความสงบร่มเย็นจากการให้จะนำความสงบสุขความสบายใจมาให้
จนคุณไม่ต้องการสิ่งใด
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า มีสิ่งใดบ้าง ที่เข้าไปกอดรัดแล้วไม่ให้โทษ
ความดี…ก็แหลกเหลว…หลอกลวง
ความชั่ว..ก็แหลกเหลว…..หลอกลวง
สุดท้ายก็”สร้างกรง”แห่งความดีและความชั่วขังตัวเอง
มันกดหน่วงจิตใจเท่ากัน แม้ในรูปแบบที่ต่างกัน เมื่อทำลายความยึดติด
หรือยึดมั่นถือมั่น นั้นเด็ดขาดแล้ว เธอก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีกเลย
ความคิดดุจมายา ความคิดวิ่งตามความคิด ต่อยอดดุจระลอกคลื่นไม่รู้จบ
ถ้าไม่รู้สึกตัวว่ากำลังคิด จะพบแสงแห่งสัจจะจะปรากฏต่อสิ่ง
เธอเคยสังเกตไหมว่า อะไรที่ครอบงำเธออยู่
ลองสังเกตความรู้สึกนึกคิดของเธอดูซิ
ว่าเธอสามารถคิดจากสิ่งที่เธอไม่รู้ได้ไหม
เมื่อรู้แล้วเชื่อแล้วก็เกิดความหวัง หากเธอไม่ปล่อยวาง คิดต่อยอดไปไม่รู้จบ เธอก็ไม่อาจถึงทางแห่งความหลุดพ้นได้
คำยั่วยุ กิเลส ราคะ หรือสิ่งเร้าที่เข้ามาก็เปรียบเหมือนเปลวไฟ หากสนใจ
ใส่ใจคิดตาม ไฟนั้นก็ไม่ดับลง หากคุณคิดเพิ่มเติม แต่งเสริมเติมแต่ง ความทุกข์ หรือความอยากนั้นก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เปรียบเหมือนน้ำมัน หรือเชื้อเพลิง ที่เติมเข้าเปลวไฟ ทำให้นั้นเปลวไฟนั้นลุกต่อไปหรือลุกโชนกว่าเดิม ทำให้ไฟแห่งราคะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นเกิดขึ้นต่อไปไม่ดับลงหรือมีขึ้นมากกว่าเดิมจนควบคุมไม่ได้ สร้างปัญหาทางใจ จนฝืนใจไม่ได้ลงมือกระทำ เกิดความยึดติดกับความทุกข์และความสุขที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
ค้นหาความสงบ กลับโดนความคิดหลอก
เฝ้าดูความคิดและเข้าใจมัน กลับพบความสงบที่แท้จริง
การอยู่ในความสงบ เมื่อยังไม่รู้เท่าทันความคิด หรือยังฝึกจิตไม่ชำนาญ เรามักจะจินตนาการฟุ้งซ่านไปตามความเชื่อ ความงมงาย ความหวาดกลัว ความต้องการที่มุ่งไปตามความหวังที่อยากให้เกิดขึ้น อันก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และเสียสมาธิ จงอดทน ฝึกฝน อย่าหลงเชื่อสิ่งใดง่ายๆ หากยังไม่ได้พิสูจน์ความจริง เมื่อรู้เท่าทันความคิด คุณจะไม่กังวลหรือหลงไปกับสิ่งใดอีกเลย
ใครบางคนอาจโยนคบไฟทิ้งลงแม่น้ำได้และมันยังลุกเป็นไฟจนกว่าจะร่วงลงสู่แม่น้ำ แต่เมื่อลงสู่แม่น้ำไฟทั้งหมดจะดับลง เพราะแม่น้ำดับความร้อนของมัน ตถาคตนั้นได้กลายเป็นแม่น้ำแล้ว หากท่านโยนคำหยาบหยามใส่ตถาคต มันยังเป็นไฟขณะท่านโยนมา แต่ขณะที่ถึงตถาคต ด้วยความเย็นของตถาคต
ไฟจะดับลงและทำร้ายใครไม่ได้อีก
คำสอนของพระพุทธองค์ก็เปรียบเหมือนหนทางสู่ความสงบสุข ความสงบร่มเย็น เมื่อท่านเรียนรู้คำสอนของพระพุทธองค์จนเข้าใจแล้ว ปฏิบัติได้แล้วจะไม่มีสิ่งใดสร้างความทุกข์ ให้เกิดขึ้นในใจท่านได้อีกเลยถ้อยคำความหมาย จำเป็นเพื่อการสื่อสาร เพื่อความเข้าใจ แต่มันไม่ใช่สิ่งนั้น แต่ถ้าเธอไม่สามารถทะลุผ่านมันไป เธอจะถูกจับไว้และติดกับดักของมัน
หากคุณเข้าใจความหมาย และเจตนาของคำพูดแล้ว คุณจะไม่ปล่อยให้ตัวเองติดกับดักของความคิดของผู้อื่นอีกเลย แม้คำพูดไม่ดี คำพูดหยาบคาย หรือน้ำเสียงที่ไม่ดี หากพิจารณาถึงความหมาย คุณจะไม่ติดกับดักความคิดของตัวคุณเองหรือผู้อื่นอีกเลย แค่เปิดใจลดทิฐินำสิ่งดีๆมาใช้ให้เกิดประโยชน์
บางคนพูดดี แต่เจตนาไม่ดี บางคนพูดไม่ดีแต่เจตนาดี
บางคนทั้งพูดไม่ดี และเจตนาไม่ดี เช่นค่ำยั่วยุ ผลักดันให้เราประชด ประชัน เพื่อกระทำความผิด หากรู้เท่าทัน จงปล่อยวางและเปิดใจเอาชนะตัวเองให้ได้ แล้วคุณจะชนะเขาได้ในเวลาเดียวกัน
จงพิจารณาทั้งคำพูด น้ำเสียง ท่าทาง และนำสิ่งดีๆมาใช้
อย่างน้อยคุณก็ชนะใจตัวเอง
เมื่อคุณเอาชนะตัวเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องสู้กับใครอีกเลย
ในบาลี อังคุตตรนิกาย ยืนยันในข้อที่ว่ากรรมหมดไปเอง
เมื่อว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ หรือว่างจาก ตัวกู ของกู กรรมของกู บุญของกู ถ้ามันว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเรา กรรมจะหมดไปเอง หมายความว่า หมดทั้งกรรม หมดทั้งวิบากกรรม หมดทั้งกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรม มันหมดพร้อมๆกัน
เมื่อไม่มีเหตุจึงไม่มีผล.. ตรีรัก……..(จี้กง รำพัน)







