วันเสาร์, มิถุนายน 15, 2024
หน้าแรกต่างประเทศส่องปัจจัยทำไฟป่าเกาะเมาวี แรงกว่าปกติ ลุกลามเร็วแถมรับมือยาก

ส่องปัจจัยทำไฟป่าเกาะเมาวี แรงกว่าปกติ ลุกลามเร็วแถมรับมือยาก

-

อ่านข่าวนี้กดที่นี่
  • เกาะเมาวีกำลังเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐฮาวาย ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วถึง 67 ศพ กลายเป็นไฟป่าที่ทำคนตายมากที่สุดอันดับ 2 ในรอบ 100 ปีของสหรัฐฯ
  • สาเหตุที่ทำให้ไฟป่าครั้งนี้รุนแรงกว่าปกติ คือความแห้งแล้งที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้พืชแห้งผากกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี กอปรกับลมจากพายุทำให้ไฟลามเร็วขึ้นด้วย
  • แต่ในขณะที่ไฟป่ารุนแรงขึ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐฮาวายกลับมีข้อจำกัดในด้านทรัพยากร จนเป็นอุปสรรคในการรับมือไฟป่าที่เกิดขึ้น

ไฟป่าที่ลุกลามอย่างรวดเร็วเพราะกระแสลมแรงบนเกาะเมาวี เกาะใหญ่อันดับ 2 ของรัฐฮาวาย กำลังทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรับมือไม่ไหว และกลายเป็นหนึ่งในเหตุไฟป่าที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า เป็นเรื่องแปลกมากๆ ที่เกิดไฟป่ารุนแรงขนาดนี้ในฮาวาย ซึ่งเป็นเกาะเขตร้อนที่มีความชื้นสูง แต่เพราะสถานการณ์ผิดปกติหลายอย่างกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเพราะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทั้งลมแรง ความแห้งแล้ง และสภาพภูมิศาสตร์ของเกาะ กลายเป็นเชื้อเพลิงให้ไฟป่าครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่ผ่านมา

จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตจากไฟป่าบนเกาะเมาวีแล้ว 67 ศพ มากที่สุดอันดับที่ 2 ในรอบ 100 ปี เป็นรองเพียงไฟป่าแคลิฟอร์เนียเมื่อพฤศจิกายน 2561 ซึ่งมีผู้เคราะห์ร้าย 85 ศพ และเป็นไฟป่าเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของฮาวายอย่างไม่มีข้อสงสัย โดยมีหลายปัจจัยที่ทำให้ไฟป่าครั้งนี้ รุนแรงกว่าปกติและยากที่จะรับมือ

ความแห้งแล้งสาเหตุไฟลามเร็ว

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ภัยแล้งในฮาวายเลวร้ายลง ทำให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว ตามรายงานของศูนย์สังเกตการณ์ความแห้งแล้งของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (10 ส.ค.) ความแห้งแล้งในเขตเมาวี เคาน์ตี เพิ่มขึ้นจาก 5% ในสัปดาห์ก่อน เป็น 16% ขณะที่ระดับความแห้งแล้งเฉลี่ยของทั้งรัฐกระโดดจาก 6% เป็น 14% ในช่วงเดียวกัน และ 80% ของพื้นที่รัฐฮาวายถูกจัดว่า แห้งแล้งผิดปกติ

ผืนดินและพืชผักที่แห้งผากเป็นเชื้อเพลิงไฟป่าอย่างดี และมันจะสร้างความเสียหายมากขึ้นถ้ามีกระแสลมแรงช่วยพัดเปลวไฟเข้าสู่พื้นที่ชุมชน

นายเคลย์ เทราเออร์นิชต์ ผู้ช่วยผู้เชี่ยวชาญด้านไฟป่าเขตร้อนจากมหาวิทยาลัยฮาวาย บอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า นี่เป็นปัญหาเรื่องเชื้อเพลิงมากกว่าสภาพอากาศ ซึ่งหมายความว่าเป็นสิ่งที่ควรจัดการได้ มีมาตรการมากมายที่เราควรทำเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดอะไรแบบนี้ขึ้นในอนาคต เช่นลดจำนวนพืชที่อาจกลายเป็นเชื้อไฟ และสนับสนุนการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร เพราะหากปล่อยให้ไฟเริ่มลุกไหม้ มันก็สายเกินไปแล้ว

นักวิทยาศาสตร์หลายคนซึ่งกำลังพยายามทำความเข้าใจผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีต่อเกาะฮาวายระบุว่า ความแห้งแล้งจะเลวร้ายลงไปอีกตามอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ยิ่งอากาศอุ่นขึ้นยิ่งทำให้การดูดซึมน้ำในอากาศมากขึ้น จากนั้นภูมิประเทศก็จะแห้งเหือดลง

ตามรายงานการประเมินสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ ครั้งที่ 4 ที่เผยแพร่ในปี 2561 ความแห้งแล้งในฮาวายและเกาะอื่นๆ ในแปซิฟิกกำลังรุนแรงขึ้น และเกิดเป็นปกติมากขึ้น ที่ฮาวายประมาณฝนที่ตกลงมาลดลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป สวนทางกับจำนวนวันที่สภาพอากาศแห้งแล้งต่อเนื่อง

ขณะที่รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ในปี 2564 ชี้ว่า ภัยแล้งที่เดิมเคยเกิดขึ้น 1 ครั้งในทุกๆ 10 ปี ตอนนี้เกิดบ่อยขึ้นกว่าเดิมถึง 70%

“การรวมกันระหว่างเชื้อเพลิงที่อุดมสมบูรณ์ กับความร้อน, ความแห้งแล้ง และลมแรง คือสูตรสมบูรณ์แบบที่ทำให้เกิดไฟไหม้จนควบคุมไม่ได้” เจนนิเฟอร์ มาร์ลอน นักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมจากวิทยาลัยเยลกล่าว “แต่นี่คือสิ่งที่ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกำลังทำ คือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบสุดขั้ว และนี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศฝีมือมนุษย์นั้นมีหน้าตาอย่างไร”

ลมจากเฮอริเคนทำสถานการณ์แย่ลง

สำนักงานบริการสภาพอากาศของสหรัฐฯ (NWS) ระบุว่า การมาของเฮอริเคน โดรา พายุระดับ 4 ความเร็วลมกว่า 140 ไมล์ต่อชั่วโมง กลับทำให้สถานการณ์ในฮาวายเลวร้ายลงไปอีก เพราะเมื่อพายุเคลื่อนตัวผ่านทางใต้ของฮาวาย มันกลับปะทะกับบริเวณความกดอากาศสูงในพื้นที่ทางเหนือ จนเกิดเป็นกระแสลมรุนแรงระดับสร้างความเสียหายได้

“ลมแรงนี้เมื่อรวมกับระดับความชื้นต่ำ ทำให้เกิดเงื่อนไขด้านสภาพอากาศที่สนับสนุนให้เกิดไฟไหม้รุนแรงตลอดช่วงบ่ายวันพุธ (9 ส.ค.)” NWS ระบุ ขณะที่นายเดเรค แวน แดม นักอุตุนิยมวิทยาของ ซีเอ็นเอ็น กล่าวว่า กระแสลมนี้นอกจากจะโหมกระพือไฟป่าแล้ว ยังทำให้ความแห้งแล้งมากขึ้นและอากาศอุ่นขึ้นด้วยเมื่อมันพัดลงมาจากภูเขา

เฮอริเคน เลน เมื่อปี 2561 ก็เคยทำให้ไฟป่าบนเกาะเมาวี และเกาะโออาฮู รุนแรงขึ้นมาแล้ว โดยนางแอบบี เฟรซิเอร์ นักสภาพอากาศวิทยาและนักภูมิศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคลาร์ก ในรัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า ไฟป่าเป็นปัญหาของฮาวายมากกว่าที่หลายคนคิด ในช่วงฤดูฝนเชื้อเพลิงจะสะสมมากขึ้น แห้งลงในฤดูแล้ง

เฟรซิเอร์บอกด้วยว่า อีกปัจจัยสำคัญคือ เอลนีโญในแปซิฟิก ซึ่งจะทำให้เกิดเฮอริเคนในแปซิฟิกบ่อยขึ้นในช่วงฤดูร้อน “แม้ว่าเรามักจะเห็นสภาพอากาศชื้นขึ้นในช่วงเอลนีโญฤดูร้อน (ที่เชื้อไฟจะถูกสะสมมากขึ้น) ฮาวายควรเตรียมตัวรับความแห้งแล้งในช่วงฤดูหนาวนี้ ซึ่งจะทำให้เชื้อเพลิงแห้ง นำไปสู่การเริ่มต้นของฤดูไฟป่าที่เร็วยิ่งขึ้นในปีหน้า”

การใช้ที่ดินที่เปลี่ยนแปลงไป

สภาพภูมิประเทศของฮาวายเปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้สายพันธุ์ต่างถิ่นครอบคลุมแผ่นดินของฮาวายไปแล้ว 1 ใน 4 ซึ่งพืชรุกรานและพุ่มไม้เหล่านี้ก็กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในฤดูแล้ง นายเทราเออร์นิชต์กล่าว นอกจากนั้นฮาวายยังเสียพื้นที่เพาะปลูกกับทุ่งเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก และที่ดินเหล่านี้ก็ถูกยึดครองโดยหญ้าที่เป็นเชื้อไฟ

“ตอนที่ยังมีการเพาะปลูกอยู่ นักดับเพลิงจะมาในที่เกิดเหตุ ผู้คนจะอยู่ที่นั่นเพื่อเปิดประตูน้ำ, ถนนทุกสายจะได้รับการดูแลรักษา, จะมีอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน แล้วพวกเขาจะได้รับการสนับสนุนจากผู้คนที่ทำงานในพื้นที่เพาะปลูกนั้น” นายเทราเออร์นิชต์กล่าวต่อ “แต่สิ่งนั้นเปลี่ยนไปแล้ว การใช้ที่ดินเปลี่ยนไป ตอนนี้เหลือเพียงนักดับเพลิงเท่านั้น”

ฮาวายยังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเกิดฝนด้วย พวกเขามีฝนตกน้อยกว่าเมื่อศตวรรษก่อนถึง 90% ทำให้ตอนนี้พื้นที่ที่ถูกไฟเผาแต่ละปีของฮาวายอยู่ที่ 1% ของแผ่นดินทั้งหมด เทียบได้หรือมากกว่า 12 รัฐทางตะวันตกของสหรัฐฯ ที่เจอไฟป่าบ่อยที่สุด

ทรัพยากรจำกัดขัดขวางการดับไฟ

ขีดจำกัดเรื่องทรัพยากรดับเพลิงก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การต่อสู้กับไฟป่าครั้งนี้ซับซ้อน เจ้าหน้าที่แผนกป่าไม้และสัตว์ป่าของรัฐฮาวายส่วนใหญ่เป็นฝ่ายจัดการทรัพยากรธรรมชาติ, เจ้าหน้าที่ป่าไม้, นักชีววิทยาและช่างเทคนิค ไม่ใช่นักดับไฟป่า (wildland firefighter) ที่ทำงานแบบเต็มเวลา

“ภาคตะวันตกของเมาวีเป็นตัวอย่างที่ดี ทั้งพื้นที่มีถนนหลวงเป็นเส้นเดียว” นายเทราเออร์นิชต์กล่าว “ทรัพยากรของเราจำกัดอยู่ที่ว่ามีอะไรอยู่บนเกาะบ้าง ทรัพยากร…ที่จะลดน้อยลงเรื่อยๆ”

นายเทราเออร์นิชต์บอกอีกว่า ตอนเกิดไฟป่าบนเกาะบิ๊กเมื่อปี 2564 ซึ่งเป็นไฟป่าใหญ่อันดับ 2 ของรัฐ มีนักดับเพลิงปฏิบัติหน้าที่ไม่ถึง 300 นายด้วยซ้ำ แต่บนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ เหตุการณ์แบบนี้อาจมีนักดับเพลิงมารับมือถึง 2,000 นาย

“นั่นทำให้รู้สึกถึงข้อจำกัดบางอย่างที่เรามีที่นี่ สำหรับไฟป่าในตอนนี้ ผมรับประกันได้เลยว่า ใครก็ตามที่พร้อมออกมา ก็ออกมากันหมดแล้ว เราไม่มีขีดความสามารถจริงๆ ในการนำทรัพยากรมาจากรัฐอื่นๆ ได้ มันไม่เกิดขึ้น”

ไฟป่าครั้งล่าสุดยังทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 67 ศพ แม้จะมีการเตือนล่วงหน้า เพราะหลายฝ่ายคาดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดนี้ “สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติออกคำเตือนมาก่อน เรารู้เรื่องสภาพอากาศล่วงหน้าราว 2-3 วัน” นายเทราเออร์นิชต์เผย

“เราคาดไว้แล้วเรื่องลมแรงและความแห้งแล้ง แต่การจัดการเชื้อเพลิงในระดับที่เราจำเป็นต้องทำจริงๆ นั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำล่วงหน้าอย่างต่ำหลักเดือน ก่อนจะเกิดสภาพอากาศและเงื่อนไขการเกิดไฟป่าแบบนี้”

นายเทราเออร์นิชต์บอกด้วยว่า ฮาวายจำเป็นต้องมีแผนการระยะยาวเพื่อต่อสู้กับการเติบโตกับทุ่งหญ้ารุกรานและพุ่มไม้ “นี่เป็นสิ่งที่เราพูดมาหลายสิบปีแล้ว เราสามารถสร้างภูมิประเทศที่มีโอกาสเกิดไฟไหม้ และอ่อนไหวต่อความผันผวนต่อสภาพอากาศ หรือสภาพอากาศที่ก่อให้เกิดเงื่อนไขอันตรายเหล่านี้ให้น้อยลงกว่านี้มากได้”

ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

แหล่งที่มาไทยรัฐออนไลน์
คชสีห์นิวส์17
คชสีห์นิวส์17http://www.kochasrinews.com
บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ

ข่าวยอดนิยมในสัปดาห์