หลังจากประสบอุบัติเหตุ น้องเขา (คิม) ออกมาจากห้องฉุกเฉินตอนสองทุ่ม เขาคุมผ้าไว้หมดเหลือแต่หน้า ใจมันสลายนะ ผมจับมือลูกไว้ ผมพูดกับลูกว่า
ไหนปีใหม่จะกลับบ้านกับป๊าไง ลุกมาคุยกับป๊า
กลับบ้านกับป๊านะ
เดี๋ยวป๊าพาไปกินอาหารทะเลที่เราชอบไง
ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนนิ้วเขามาเขี่ยมือเรา
แม่เขาบอกว่าเห็นน้ำตาลูกไหล
หมอแจ้งว่าลูกเลือดออกในสมองมาก มันไปกดทับเส้นประสาทต่าง ๆ ทำให้ไม่รู้สึกตัว ร่างกายไม่ตอบสนอง
ช่วง 4 – 5 ทุ่ม หมอบอกว่าสมองตายให้ทำใจ ผมไม่เข้าใจหรอกสมองตายน่ะ แต่เขาอธิบายทุกอย่าง และบอกว่าสามารถบริจาคอวัยวะได้
เราไม่คิดจะบริจาคในตอนนั้นนะ ทิ้งลูกไม่ได้ เราคิดว่ายัง 50/50 คิดว่าจะมีปาฏิหาริย์
ตอนนั้นเราก็อยู่โรงพยาบาล เฝ้าหน้าห้องนั่นแหละ เดี๋ยวก็เดินไปดูที่หน้าต่าง แต่ไม่เห็นลูกนะ
แต่เห็นเครื่องวัดหัวใจลูก แล้วเราก็ยืนดูเครื่องเตียงข้าง ๆ มันเหมือนกันเลยนะ เดี๋ยวก็ตื๊ด เดี๋ยวก็ติ๊ด
จนกระทั่งตอนเช้า เจ้าหน้าที่เขามาเชิญชวนให้บริจาคอวัยวะอีกรอบ เราเลยตกลงกับเจ้าหน้าที่ และตัวเขาเอง (คิม) ก็เคยพูดเอาไว้เมื่อนานมากแล้ว”
“ป๊า ถ้าหนูตาย อะไรให้ใครได้ ป๊าให้เขาหมดเลยนะ”
ทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เลยคุยกับแม่เขาว่าอย่างน้อยก็เป็นบุญให้เขาติดตัวไป
นายสมประสงค์ อยู่สุข
ครอบครัวนายสุริยา ลาปราบ ผู้บริจาคอวัยวะ
หลังจากฟังคุณพ่อเล่าจบ
ปาฏิหาริย์อาจไม่ได้เกิดกับน้องคิม
แต่ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเพราะ ‘น้องคิม’
ผู้มอบอวัยวะเพื่อต่อลมหายใจให้กับผู้อื่น
หมายเหตุ คุณพ่อเล่าให้แอดมินฟังว่าน้องเป็นผู้ให้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่เลยครับ







