วันคริสต์มาสอีฟ ตรงกับวันที่ 24 ธันวาคมของทุกปี เป็นวัฒนธรรมของชาวตะวันตกที่ชาวคริสต์จำนวนมากจะเดินทางไปร่วมพิธีนมัสการ
รู้หรือไม่ ก่อนวันคริสต์มาสคือ วันคริสต์มาสอีฟ (Christmas Eve) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชาวตะวันตก วันคริสต์มาสอีฟ เป็นวันที่ชาวคริสต์จำนวนมากจะเดินทางไปร่วมพิธีนมัสการตามโบสถ์คาทอลิคในเวลาเที่ยงคืน หรือที่ทางเยอรมนีเรียกว่า “ไวฮนาคท” (Weihnacht) หรือมีความหมายเดียวกันกับคำว่า “White Christmas” ซึ่งถือว่าเป็น “คืนอันศักดิ์สิทธิ์”
วันคริสต์มาสเริ่มในตอนเย็นของวันคริสต์มาสอีฟ เพราะธรรมเนียมการนับปีของคริสเตียนจะเริ่มต้นเมื่อพระอาทิตย์ตก ตามเรื่องราวในปฐมกาล เกิดความสว่างกับความมืดคือวันที่ 1 นอกจากนี้ในคืนวันคริสต์มาสอีฟ เด็ก ๆ จะนำถุงเท้าไปแขวนไว้หน้าเตาผิง เพราะเชื่อว่าซานตาคลอสจะปีนลงมาตามปล่องไฟและเอาของขวัญใส่ไว้ในถุงเท้าที่มีชื่อของแต่ละคนติดไว้ และในช่วงเช้า เด็ก ๆ จะรีบตื่นมาตรวจถุงเท้าของตัวเองว่ามีของขวัญจากซานตาหรือไม่
จากนั้นเมื่อเสียงระฆังดังขึ้นในตอนเช้าของวันคริสต์มาส นั้นถือเป็นการเฉลิมฉลองให้กับการกำเนิดของพระเยซู โดยตามตำนานได้เล่าว่า เสียงระฆังได้ดังอยู่นานนับชั่วโมงก่อนเวลาเที่ยงคืนของวันคริสต์มาสอีฟ ซึ่งการตีระฆังดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อลดพลังความมืดก่อนที่ผู้ช่วยในการไถ่บาปจะถือกำเนิดขึ้น และในเวลาเที่ยงคืน เสียงกึกก้องของระฆังได้เปลี่ยนมาเป็นเสียงแห่งความสุข เสียงของระฆังนั้นยังมีจุดประสงค์อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะตีระฆังเพื่อประกาศให้รู้ถึงการจากไปของผู้ที่ล่วงลับ ยังถือเป็นการบอกถึงการตายของปีศาจ ที่ถูกพาขึ้นมาโดยการกำเนิดของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งระฆังของโบสถ์ยังรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ “the Old Lad’s Passing bell” ซึ่ง “Old Lad” คือคำสุภาพที่ใช้เรียกซาตาน เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ยังถือเป็นการขับไล่ภูตผีวิญญาณร้ายที่จะหนีให้ห่างจากเสียงทุกเสียงอีกด้วย
ทั้งนี้ กิจกรรมในวันคริสต์มาสอีฟจะมีการตั้งสวดภาวนาที่โบสถ์ การรับประทานอาหารพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว การร่วมร้องเพลงคริสต์มาสตามบ้าน และการตีระฆังในช่วงเย็นของโบสถ์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มฉลองวันคริสต์มาส..
จี้กง……..(ชงข่าว-ลงขวดเล่า)









