ผู้อพยพกว่า 3 แสนรายหนีตายต่อเนื่อง หลังการปะทะไทย–กัมพูชาบานปลาย ไม่มีสัญญาณคลี่คลาย
20 ธันวาคม 2568, กรุเทพมหานคร – สถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงรุนแรงและยืดเยื้อต่อเนื่องมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงเป็นวงกว้าง ทั้งในฝั่งไทยและกัมพูชา
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานว่า มีการจัดตั้งศูนย์อพยพจำนวน 979 แห่งใน 7 จังหวัดชายแดน รองรับผู้อพยพได้รวม 264,067 คน ขณะเดียวกันยังมีประชาชนอีก 65,522 คน เลือกไปพักอาศัยกับญาติใน 4 จังหวัด เมื่อรวมทั้งหมดพบว่ามีผู้อพยพสะสมรวม 329,589 คน
ด้านกัมพูชา รายงานว่ามีประชาชนมากกว่า 400,000 คนได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยหลายพื้นที่ถูกบีบให้โยกย้ายที่พักหลายครั้ง ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่และการทิ้งระเบิดทางอากาศที่ทวีความใกล้เข้ามา
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม การโจมตีทางอากาศในจังหวัดเสียมราฐทำให้ผู้อพยพหลายพันคนต้องหนีออกจากวัดซึ่งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวในอำเภอสระสนม มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองเสียมราฐกว่า 90 นาที หลังก่อนหน้านี้มีประชาชนราว 2,000 คนตั้งเต็นท์พักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
ผู้ประสบเหตุอย่างนายเอก ขึง วัย 65 ปี เล่าถึงเหตุการณ์ขณะเตรียมอพยพว่าเห็นโดรนบินเหนือ และรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของระเบิดที่ทิ้งลงมาใกล้พื้นที่ พร้อมเผยว่า “ไม่รู้แล้วว่าที่ไหนจะปลอดภัยจริง ๆ”
ขณะที่อีกหลายครอบครัวยังคงกังวลว่าพื้นที่พักพิงอาจกลายเป็นเป้าหมายโจมตี โดยเฉพาะบริเวณวัดที่ตั้งค่ายอพยพชั่วคราว
ในแถลงการณ์ กระทรวงกลาโหมกัมพูชากล่าวหาว่ากองทัพไทยใช้เครื่องบินรบโจมตีหลายจุดในจังหวัดชายแดน เช่น อุดรมีชัย บันทายมีชัย และพระตะบอง ขณะที่ฝ่ายไทยระบุว่าโจมตีเฉพาะพื้นที่ที่ถูกใช้เป็นฐานกำลังและ “โล่มนุษย์”
ความตึงเครียดทวีความซับซ้อนเมื่อไทยประกาศจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความขัดแย้งชายแดนอาจถูกใช้เป็นประเด็นชาตินิยมเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ขณะที่ความนิยมของกองทัพไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นานาชาติ รวมถึงสหรัฐฯ และมาเลเซีย พยายามกดดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับสู่ข้อตกลงหยุดยิงเดิม ขณะที่จีนออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ “ใช้ความอดกลั้นสูงสุด” ส่วนการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) ถูกเลื่อนเป็นวันที่ 22 ธันวาคม เพื่อรอให้สถานการณ์มีเสถียรภาพมากขึ้น
หน่วยงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั้งในไทยและกัมพูชา เช่น Youth With A Mission (YWAM) ลงพื้นที่แจกจ่ายข้าวสาร ไข่ ยากันยุง และสิ่งของจำเป็นแก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีอาสาสมัครระบุว่าการอยู่เคียงข้างผู้ประสบภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า การหยุดยิงและเจรจาจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองและทหารของทั้งสองประเทศเป็นหลัก
เนื้อหาโดย วณิชชา สุมานัส






