วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 8, 2026
หน้าแรกศาสนาสมเด็จวัดพลับ

สมเด็จวัดพลับ

- 

อ่านข่าวนี้กดที่นี่

“พระสมเด็จวัดพลับ” อมตะแห่งพระเครื่องที่มีอายุการสร้างมากกว่า ๒๐๐ ปี

(นะโม ๓ จบ) เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา
สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุถู ภูกุตะกุ
(พระคาถาเมตตามหานิยม ของดีคู่พระสมเด็จวัดพลับ)

จากพระราชนิพนธ์ของ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ได้ทรงเล่าว่า “สมเด็จพระสังฆราช(สุก) ไก่เถื่อน” ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๒๗๖ ปีฉลู ในรัชสมัยของ “สมเด็จพระเจ้าบรมโกษ” แห่งกรุงศรีอยุธยา พระอาจารย์สุกท่านมีพระเกียรติคุณในด้านบำเพ็ญสมถภาวนา มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพของพุทธบริษัท ตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นอธิการวัดท่าหอย ณ กรุงเก่าอยุธยาแล้ว จวบจนกระทั่งเมื่อ “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(ร.๑)” ได้ขึ้นครองราชย์ เมื่อพ.ศ.๒๓๒๕ จากนั้นไม่นาน ด้วยความเคารพศรัทธาต่อ “พระอาจารย์สุก” แห่งเมืองกรุงเก่าอยุธยา ตั้งแต่เมื่อครั้งยังมิได้ขึ้นครองราชย์ ล้นเกล้าฯ ร.๑ จึงได้ทรงนิมนต์ให้ไปจำพรรษาอยู่ในกรุงเทพฯ “พระอาจารย์สุก” ก็ไม่ขัดข้อง แต่ขอจำพรรษาอยู่ในวัดที่เงียบสงบเพื่อบำเพ็ญวิปัสสนาธุระ ล้นเกล้าฯ ร.๑ ก็ทรงโปรดเกล้าตามอัธยาศัย และในที่สุด “พระอาจารย์สุก” ก็ได้เลือกที่จะจำพรรษาอยู่ที่ “วัดพลับ” ซึ่งตั้งอยู่กรุงธนบุรี(เดิม) ซึ่งเมื่อสมัยสองร้อยกว่าปีก่อนในบริเวณวัดพลับแห่งนี้ยังมีป่าไม้ที่หนาแน่น มีสัตว์ป่าหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ และรวมไปถึง

“ไก่ป่า” ซึ่งราษฎรในสมัยนั้นนิยมเรียกว่า “ไก่เถื่อน” จำนวนไม่น้อย และ “พระอาจารย์สุก” ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดพลับแห่งนี้ตั้งแต่พ.ศ.๒๓๒๕ จนถึงพ.ศ.๒๓๖๓ เป็นระยะเวลาถึง ๓๘ ปี และในช่วงที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสได้ไม่นาน ล้นเกล้าฯ ร.๑ ก็ได้ทรงแต่งตั้งให้ “พระอาจารย์สุก” เป็นพระราชาคณะที่ “พระญาณสังวร”

“วัดพลับ” แรกเริ่มเดิมทีเป็นวัดโบราณ สร้างมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จวบจนกระทั่งเมื่อ “พระบาทสมเด็จพระพุทะยอดฟ้าจุฬาโลก” ขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าบริเวณวัดพลับเดิมมีความคับแคบ และเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อพระอาจารย์สุกที่พระองค์ทรงเคารพศรัทธามานาน จึงได้ทรงสร้างวัดขึ้นใหม่ในบริเวณที่ดินที่อยู่ติดกับวัดพลับ และทรงโปรดให้รวมวัดพลับให้เป็นวัดเดียวกัน และพระราชทานนามวัดที่สร้างขึ้นใหม่นี้ว่า “วัดราชสิทธาราม” แต่ด้วยความคุ้นชินกับการเรียกชื่อวัดแห่งนี้มานาน ราษฎรละแวกนั้นก็ยังเรียกชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดพลับ” มาจนตราบทุกวันนี้

“สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน แห่งวัดพลับธนบุรี” มิได้เป็นที่เคารพศรัทธาเฉพาะล้นเกล้าฯ ร.๑ เพียงเท่านั้น แต่ท่านยังเป็นที่เคารพศรัทธานับถือเป็นอย่างมากของพระบรมวงศ์ จากหลักฐานในจดหมายเหตุว่าท่านทรงผนวชเจ้านายในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑ และ ๒ ปรากฏนามของ “พระญาณสังวร สุกไก่เถื่อน” เป็นพระกรรมวาจารย์ทุกพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ท่านยังทรงเป็น “พระอุปัชฌาจารย์ ของล้นเกล้าฯ ร.๓ และ ณ.๔” อีกด้วย จึงนับได้ว่า “สมเด็จพระสังฆราชองค์นี้” ถึงพร้อมด้วยสมณคุณพรหมจริยวัตรศีลสมาจารบริสุทธิ์ ทรงมีปฏิภาณปรีชาสามารถและสมบูรณ์ด้วยวุฒิคุณวุฒิ จนเป็นที่ยอมรับและศรัทธาสูงสุดจากพระมหากษัตริย์ถึง ๔ พระองค์ และด้วยเหตุที่ประกอบพุทธศาสนกิจ เป็นประโยชน์อันไพศาลแก่พุทธบริษัท ดังนั้น ล้นเกล้าฯ ร.๒ “พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” ทรงเห็นสมควรสถาปนาสมฐานันดรศักดิ์ ให้เต็มตามราชประเพณี ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๓๖๒ จึงได้ทรงโปรดเกล้าสถาปนาให้ขึ้นเป็น “สมเด็จพระสังฆราชสุก” สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รวมเวลาที่พระองค์ท่านได้ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชอยู่ประมาณ ๓ ปี(พ.ศ.๒๓๖๒-๒๓๖๕) โดยทรงสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๓๖๕ พระชันษายืนยาวถึงประมาณ ๘๙ ปี นี่คือสุดยอดพระอริยะสงฆ์ ๔ แผ่นดินที่คนไทยไม่ควรลืม

ในช่วงเวลาอันยาวนานถึงประมาณ ๓๘ ปี โดนเริ่มจากพ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๖๓ ที่ “สมเด็จพระสังฆราชสุก” จำพรรษาอยู่ ณ วัดพลับ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า บริเวณวัดพลับแห่งนี้จะมี “ไก่ป่า” ซึ่งคนในยุคนั้นเรียกว่า “ไก่เถื่อน” ออกมาหากินชุกชุม แต่ธรรมชาติของสัตว์ป่าชนิดนี้ จะตื่นตกใจง่าย กลัวผู้คน ขอเพียงแต่ได้ยินเสียงคนเดิน ก็จะวิ่งหนีเข้าป่าทันที เป็นเรื่องแปลกใจที่จะมีก็แต่ “สมเด็จพระสังฆราชสุก” เท่านั้นที่เดินเข้าใกล้ได้ ให้อาหารได้ และไก่เถื่อนเหล่านี้ เมื่อได้กินอาหารหรือข้าวสารจากพระหัตถ์ของท่านเพียงครั้งเดียว จากไก่เถื่อนที่เกรงกลัวผู้คน กลับเชื่องราวไก่บ้านที่ถูกเลี้ยงมาแต่เกิด เรื่องนี้เป็นที่เล่าขานและเลื่องลือ จนเป็นที่มาแห่งสมญานามต่อท้าย และเรียกติดปากกันมาสองร้อยกว่าปีแล้วว่า “สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน แห่งวัดพลับ กรุงธนบุรี” ด้วยเพราะท่านมีเมตตาภาวนาอันแก่กล้า และพระคาถาของท่าน(คาถาบนหัวเรื่อง) สิ่งมีชีวิตที่มองเราเป็นศัตรู ให้กลายเป็นมิตรได้ในทันที (เป็นคนดีมีเมตตาต่อผู้คน “โกรธยาก เป็นมิตรง่าย” เป็นคุณประโยชน์กับทุกคน)

จากเรื่องเล่าของวัดพลับว่า ในปีพ.ศ.๒๔๗๐ ชาวบ้านย่านเจริญพาสน์ ได้ไล่ตามจับกระรอกสีขาวตัวหนึ่ง เมื่อโดนไล่จับ กระรอกตัวนั้นได้หนีลงไปในโพรงเล็กๆ ใต้เจดีย์ในวัดพลับ ชาวบ้านได้ใช้ไม้กระทุ้งโพรงแห่งนั้น แต่สิ่งที่พบกลับกลายเป็น “พระสมเด็จวัดพลับ” จำนวนหนึ่ง ต่อมาทางวัดจึงได้ทำพิธีเปิดกรุเป็นทางการ ด้วยเหตุนี้นักสะสมพระรุ่นพ่อ รุ่นตาจึงมักเรียกขานว่า “พระกรุกระรอกเผือก” อยู่หลายสิบปี แต่ที่ถูกต้องและเป็นคุณต่อเรา สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เกียรติ “สมเด็จพระสังฆราชสุก” ด้วยการเรียกนามพระเครื่องที่พระองค์ทรงสร้างว่า “พระสมเด็จวัดพลับ” มิใช่เรียก “พระวัดพลับ” เท่านั้น เพราะจะทำให้ผู้เรียกเช่นนี้ขาดความมีสัมมาคารวะ ไม่รู้สูงรู้ต่ำ และหากท่านพอมีกำลังทางการเงิน นี่คือพระกรุพระเก่าที่มีอายุมากกว่า ๒๐๐ ปี อายุสูงกว่า “พระสมเด็จทั้งบางขุนพรหมและวัดระฆัง” พระเครื่องที่มีประสบการณ์สูงยิ่งใน “ทรงเมตตา และมหาเสน่ห์”

ตรีรัก……..(จี้กง รำพัน)

คชสีห์นิวส์ 10
คชสีห์นิวส์ 10
ผู้อำนวยการฝ่ายการข่าว

ข่าวยอดนิยมในสัปดาห์