กรุงเทพฯ – วันที่ 6 สิงหาคม 2568 กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลและการเมืองท้องถิ่น เมื่อ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานครภายใต้โครงการชื่อว่า “ค่าใช้จ่ายเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย” ซึ่งเสนอเข้าสู่สภา กทม. โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในปีงบประมาณ 2569 ด้วยวงเงินสูงถึง 10.4 ล้านบาท
แม้ชื่อโครงการจะฟังดูเป็นโครงการเพื่อประชาชน กลับถูกตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อหาจริงของโครงการอาจเป็นเพียงการพาข้าราชการไปสัมมนาก่อนเกษียณ มากกว่าจะตอบสนองความจำเป็นของระบบสาธารณสุขหรือการดูแลผู้สูงวัยอย่างแท้จริง
ในโพสต์ของนายศุภณัฐ ได้แจกแจงรายละเอียดของงบประมาณจำนวน 10.4 ล้านบาท ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ดังนี้:
1. งบประมาณประมาณ 9.4 ล้านบาท
ใช้สำหรับพาข้าราชการและลูกจ้างประจำของ กทม. ที่จะเกษียณอายุในปี 2569 จำนวน 1,620 คน ไป สัมมนา 3 วัน 2 คืนที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยแบ่งการเดินทางเป็นรุ่น ๆ รุ่นละ 135 คน ระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 ซึ่งหลังจบสัมมนา เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้จะเกษียณในเดือนกันยายนทันที
2. งบประมาณอีกประมาณ 1 ล้านบาท
จัดสัมมนาแบบไป-กลับภายในกรุงเทพฯ สำหรับเจ้าหน้าที่ที่มีอายุระหว่าง 55–58 ปี จำนวนประมาณ 350 คน โดยเช่าสถานที่ภายนอก แม้ว่า กทม. จะมีห้องประชุมเป็นของตนเองอยู่แล้ว
“อ่านชื่อโครงการ หลายคนอาจคิดว่าเป็นการเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงวัยของไทย แต่กลับกลายเป็นทริปสัมมนาส่งท้ายชีวิตราชการ” – นายศุภณัฐระบุในโพสต์
เขาตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า การใช้งบจำนวนมากเช่นนี้เพียงเพื่อจัดสัมมนาให้แก่ผู้ที่กำลังจะเกษียณ เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนต้องการการสนับสนุนด้านบริการผู้สูงอายุและสาธารณสุขในชีวิตประจำวัน
“หรือถ้าผู้บริหารจะบอกว่าไม่รู้เรื่อง ก็ยิ่งน่ากังวลว่างบอื่น ๆ จะ ‘ไม่รู้เรื่อง’ ด้วยหรือไม่?” ศุภณัฐทิ้งท้าย พร้อมแสดงความไม่สบายใจว่า ผู้ว่าฯ กทม. และฝ่ายบริหาร อาจปล่อยให้โครงการที่ใช้งบจำนวนมากถูกขับเคลื่อนโดยไม่มีการกลั่นกรองเชิงนโยบายที่ชัดเจน
ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว การจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานรัฐควรเน้นไปที่การสร้างระบบที่เข้มแข็ง สนับสนุนการดูแลและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ใช่การท่องเที่ยวเชิงสวัสดิการให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ใกล้จะออกจากระบบ
กรณีนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของความโปร่งใสในการใช้งบประมาณสาธารณะ ที่จะสะท้อนถึงจุดยืนของผู้บริหาร กทม. ว่าให้ความสำคัญกับประชาชนมากน้อยเพียงใด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณต้องใช้ให้คุ้มค่าและตรงจุด
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากผู้ว่าฯ กทม. หรือฝ่ายบริหารเกี่ยวกับประเด็นนี้ ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังรอคำชี้แจงอย่างโปร่งใสและมีเหตุผล





