วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 8, 2026
หน้าแรกศาสนา"อานาปานสติ" ที่พระพุทธเจ้า ทรงสรรเสริญ...

“อานาปานสติ” ที่พระพุทธเจ้า ทรงสรรเสริญ…

- 

อ่านข่าวนี้กดที่นี่

***เหตุใดทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า “อานาปานสติ” คือตถาคตวิหาร(เครื่องอยู่ของตถาคต)และทรงสอนให้สาวกทำความเพียรเจริญอานาปานสติสมาธิ หรือว่าเหตุใดอานาปานสติจึงเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน

เรื่อง ผู้เวียนว่ายในสังสารวัฏ(วัฏสงสาร) และเทคนิคการทำจิตหลุดพ้น (วิมุตติญาณทัศนะ)
โดยมีนิยามศัพท์คำว่า สัตว์..ว่าสัตว์ มีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไร**

คำว่าสัตว์..หรือสัตตา..หรือสัตโต หรือ.”สัตตานัง”เป็นชื่อที่มาจาก “สิ่งๆหนึ่ง” ที่เข้ามาหลงยึดจิตหรือวิญญาณขันธ์ในระบบการทำงานของขันธ์ ๕ จึงถูกบัญญัติเรียกว่า..สัตว์..หรือสัตตานัง ดังนี้…สัตว์หรือสัตตานังนี้เองที่เป็นผู้แล่นไปอยู่ ท่องเที่ยวไปอยู่ในสังสารวัฏ (บางคราวแล่นจากโลกนี้สู่โลกอื่น บางคราวแล่นจากโลกอื่นสู่โลกนี้ เพราะเหตุไม่รู้ซึ่งอริยสัจ ๔)..มิใช่ วิญญาณ คือผู้ที่แล่นไป ท่องเที่ยวไปอย่างที่เคยเข้าใจกันมายาวนาน..สาเหตุที่ไม่ใช่วิญญาณก็เพราะว่า วิญญาณหรือจิตนั้น ดวงอื่นเกิดขึ้นดวงอิ่นดับไปตลอดวันตลอดคืน(เต็มโลกธาตุ)..นั่นหมายถึงวิญญาณมีการเกิดการดับการเกิดการตายอยู่ตลอดเวลาในทุกขณะที่จิตเปลี่ยนการรับรู้ หรือเปลี่ยนการเกาะยึดในขันธ์ทั้ง ๔ (รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์) อนึ่ง.จิตหรือวิญญาณก็เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติไม่รู้เรื่องรู้ราวการเวียนว่ายตายเกิดแต่อย่างใด มันก็แค่เกิด-ดับ เกิด-ตาย ไปตามธรรมชาติของมัน เพียงแต่เจ้า “สัตตานัง”.ตัวดีนี่เองที่เมื่อจิตหรือวิญญาณดวงที่ตัวมันเองกำลังเกาะยึดอยู่ดับไป มันก็จะเข้าจับยึดจิตหรือวิญญาณดวงใหม่ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน อุปมาความไวในการเข้าจับยึดแล้วเวียนไปตั้งใหม่ คือ ชั่วขณะหนึ่งในล้านเสี้ยววินาที(หรืออาจจะไวกว่าความเร็วแสงเลยก็ว่าได้) พอมันจับยึดเสร็จ สัตตานังที่ยึดติดวิญญาณหรือจิตนั้น ก็จะเวียนไปตั้งใน รูปขันธ์บ้าง หรือเวทนาขันธ์บ้าง หรือสัญญาขันธ์บ้าง หรือสังขารขันธ์บ้าง ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งตามการรับรู้ใหม่ทันที(ขั้นตอนนี้จะไวมากจนเราตามไม่ทัน)และจะวนเวียนใน ๔ ขันธ์นี้เพื่อสร้างภพ สร้างชาติ สร้างการเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลาในทุกขณะจิต.ครั้นพอเปลี่ยนการรับรู้อีก วิญญาณที่สัตตานังเกาะอยู่นั้นก็จะดับ(ตาย)ลงพร้อมขันธ์ ๔ ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งอีกรอบ เมื่อวิญญาณดวงเดิมที่เคยยึดเกาะดับ สัตตานังก็จะเข้าจับยึดวิญญาณหรือจิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้น แล้วก็เวียนไปตั้งในขันธ์ ๔ ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งตามการรับรู้ใหม่อีกเช่นเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวัฏจักรวนเวียนอยู่อย่างนี้ไปตลอดชั่วกัล์ปชั่วกัลป์(อกาลิโก)โดยไม่เคยยอมละยอมปล่อยการยึดติดในจิตหรือวิญญาณนี้ไปได้เลย…

***ดังนั้น การเพียรภาวนาปล่อยวางขันธ์ ๕ ทั้งก้อน จึงเท่ากับเป็นการสลัดทิ้ง สลัดคืนซึ่งจิตหรือวิญญาณขันธ์ รวมถึงฐานที่ตั้งทั้ง ๔ ของสัตตานังไปในตัว..

****ด้วยวิธีการ ใช้กุสโลบายดึงจิตหรือวิญญาณที่มีสัตตานังยึดติดอยู่ให้มาตั้งอยู่กับกายหรือลมหายใจ หรือรูปขันธ์เพียงขันธ์เดียว แล้วทิ้ง ๓ ขันธ์(เวทนา สัญญา สังขาร)ที่เหลือไป(ด้วยวิธีการเจริญอานาปานสติหรือกายะคตาสติ) หากจิตหลุดออกไปรู้สึกนึกคิด หรือรับรู้เรื่องใดๆ ก็ให้รีบละนันทิ(ความเพลิน)แล้วดึงจิตกลับมาตั้งที่กายหรือรู้ลมหายใจเหมือนเดิม..เมื่อดึงจิตหรือวิญญาณมาเกาะอยู่กับกายหรือลมได้จริงหรือตั้งมั่นด้วยดี(เป็นสมาธิ)แล้ว ครั้นพอเมื่อไหร่ที่รูปขันธ์ดับ ลมหายใจก็ดับ(ด้วยสองสิ่งคืออันเดียวกัน) และ ณ ขณะนั้นเองจิตหรือวิญญาณขันธ์ที่มีสัตตานังเกาะอยู่ก็จะไร้ซึ่งฐานที่ตั้งอย่างฉับพลัน จนต้องกลับกลายเป็นอยู่ในสภาวะอย่างโดดเดี่ยว ในเสี้ยววินาทีที่มันอยู่อย่างเดี่ยวๆนั้น จิตหรือวิญญาณขันธ์ที่มันเกาะอยู่ก็จะดับตามกัน เนื่องจากจิตหรือวิญญาณขันธ์จะอยู่อย่างเดี่ยวๆไม่ได้ (ในขั้นตอนเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้นั้นก็ต่อเมื่อได้กระทำกาละ(ตาย)ลง หรือผู้ที่ได้สมาธิในระดับอรูปสัญญาขึ้นไป)..ครั้นพอรูปดับลมดับวิญญาณดับ ในเสี้ยววินาทีนั้นสัตตานังก็จะไร้ซึ่งวิญญาณหรือจิตให้ยึดเกาะ รวมถึงไร้ซึ่งฐานที่ตั้ง(ขันธ์ ๔)อีกต่อไป จนกลับกลายคืนสู่สภาพเดิมของตัวมันเองอีกครัง นั่นก็คือ “สิ่งๆหนึ่ง” ที่อยู่อย่างเดี่ยวๆเช่นเดิม และถ้าเมื่อไหร่ที่ทำให้สิ่งๆหนึ่งนั้นอยู่อย่างเดี่ยวๆได้จริง เมื่อนั้นวิมุตติก็จะโผล่ขึ้นมาทันที (สภาวะจิตจะหลุดพ้นไปเพราะไม่สามารถปรุงแต่งรูปนามขึ้นมาได้อีก) และจากที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “สิ่งๆหนึ่ง” ผู้หลงยึดติดขันธ์ ๕ มาโดยตลอด ครั้นพอกลับคืนสู่สภาพเดิมหรือหายหลงแล้ว สิ่งๆหนึ่งก็จะได้ชื่อใหม่เป็น “วิมุตติญาณทัศนะ” หรือผู้รู้แจ้งในวิมุตติแทนทันที และจากที่เคยเป็นสัตตานังที่หลงมายึดติดขันธ์ ๕ ในระบบ “สังขตะ” (ระบบที่มีการเกิดปรากฏ การเสื่อมปรากฏ และการดับปรากฏ หรือระบบที่สามารถปรุงแต่งได้) ก็จะเปลี่ยนมาเป็นสิ่งๆหนึ่งที่กลับคืนสู่ระบบ “อสังขตะ” ทันทีเช่นกัน (ระบบที่ไม่มีการเกิดปรากฏ ไม่มีการเสื่อมปรากฏ และไม่มีการดับปรากฏหรือระบบที่ไม่สามารถปรุงแต่งได้) หรือ นิพพาน นั่นเอง

***ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่จะบำเพ็ญเพียรปฏิบัติภาวนาให้บรรลุได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับกำลังอินทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ของแต่ละบุคคล

***ศาสนาเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัจธรรมล้วนๆ คำสอนดิ่งลงลึกสู่ความเป็นจริงตลอดกาล(อกาลิโก) ที่พระองค์ทรงตรัสว่าธรรมของพระองค์นั้นละเอียด ปราณีต ลุ่มลึก ทรงอุปมาธรรมของพระองค์เปรียบเหมือนชายทะเลที่ค่อยๆลาดลุ่มลึกลงไปในมหาสมุทร ฉันท์นั้น และจะมีแต่มนุษย์กับเทวดาเท่านั้นที่จะสามารถรับรู้และเข้าใจตามได้ ส่วนในคติภพอื่นๆที่ต่ำกว่านี้ลงไปจะไม่สามารถที่จะรับรู้และเข้าใจตามได้ จนกว่าจะได้เกิดในระดับมนุษย์ขึ้นไป และด้วยเหตุผลที่พระองค์ทรงตรัสว่าธรรมของพระองค์เป็น “อกาลิโก”(หรือชั่วกัล์ปชั่วกัลป์) คือ ถูกต้อง ตรงจริง ไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา
ก็เพราะไม่ว่าโลกจะเจริญวิวัฒนาไปขนาดไหนก็ตาม แต่ระบบของขันธ์ ๕ มันก็จะทำงานของมันอยู่อย่างนี้ไปตลอดกาลเช่นกัน
**กัลยาณมิตรญาติธรรม ทุกท่านพึงตั้งใจ พึงใส่ใจ และพึงกระทำในใจโดยแยบคายให้เป็นอย่างดีและพึงระลึกถึงสัจธรรมหรือกฏของธรรมชาตินี้ไปตลอดจนกว่าชีวิตจะหาไม่..บทนี้เป็นบทสำคัญที่สุด ถือเป็นปริญญาสูงสุดในการได้อัตภาพแห่งความเป็นมนุษย์นี้ สาธุ…….

ตรีรัก……..(จี้กง รำพัน)

คชสีห์นิวส์ 10
คชสีห์นิวส์ 10
ผู้อำนวยการฝ่ายการข่าว

ข่าวยอดนิยมในสัปดาห์