วันที่ 20 มกราคม 68 เวลา 15.00 น. ที่ สภ.เมืองนครปฐม พล.ต.ต.พงษ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.นครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุรชัย สุกใส พ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา รองผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.ภูภณ ทัพเจริญ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม พร้อมด้วยชุดคลี่คลายคดี แถลงผลการจับกุมคนร้ายก่อเหตุเดินสายลักลอบโจรกรรรม ตู้เติมบุญ โดยได้ผู้ ต้องหาจำนวนสองราย และยานพาหนะรถกระบะที่ใช้ก่อเหตุ หลังจากสืบทราบข้อมูลตรวจสอบประวัติพบก่อเหตุมาแล้ว 15 ครั้ง ได้เงินรวมมูลค่า 100,000 กว่าบาท จับผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายอุดม อายุ 43 ปี และนายณัฐพงศ์ อายุ 19 ปี พร้อมด้วยของกลาง รถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไตรตัน สีดำ ทะเบียนสระแก้ว ตู้เติมเงิน จำนวน 1 ตู้ เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป
พล.ต.ต.พงษ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.นครปฐม เผยว่าจากกรณีที่เจ้าทุกข์ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจตู้บุญเติมได้เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม ว่าได้มีคนร้ายเข้ามาก่อเหตุโจรกรรมลัก ตู้เติมบุญ ซึ่งเป็นตู้สำหรับเติมเงินโทรศัพท์มือถือ และในรูปแบบของการใช้เงินต่างๆต่อมาชุดสืบสวนของตำรวจสภ. เมืองนครปฐม ได้ร่วมกันสืบสวนและพิสูจน์ทราบบุคคลจนชัดเจนจากกล้องวงจรปิดนำไปสู่การออกหมายจับและติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้เมื่อวันที่ 17 มกราคม 68 บริเวณริมถนนสาธารณะ ในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งการขยายผลและซักถามข้อมูลผู้ต้องหาได้ให้การในการตะเวนออกก่อเหตุโดยใช้รถยนต์ของกลางในการอำพรางหรือเปลี่ยนตัวรถให้ยากต่อการพิสูจน์ โดยจะมีการถอดอะไหล่บางชิ้นหรือติดสติกเกอร์เพิ่มเติมเมื่อก่อเหตุเสร็จแล้วก็จะกลับบ้านมีลักษณะการถอดอะไหล่และแต่งเติมหรือลบสติกเกอร์ออกให้อยู่ในสภาพปกติ ซึ่งในช่วงกลางวันจะเอาออกหาจุดตั้งตู้บุญเติมและจะใช้รถของกลางก่อเหตุในเวลากลางคืนซึ่งจะเป็นการยกขึ้นรถ หลังจากงัดเอาเงินออกมาได้แล้วก็จะนำไปโยนทิ้งโดยสารภาพว่าได้ก่อเหตุมาแล้วหลายจุดในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งจากที่สืบทราบพบว่าในพื้นที่สภ. เมืองนครปฐม มีการก่อเหตุมาแล้ว 4 จุด รวมทรัพย์สิน จำนวน 27,728 บาท ในพื้นที่สภ. กำแพงแสนจำนวน 9 จุด ได้ทรัพย์สินมูลค่า 107,101 บาท ในพื้นที่สภ. กระตีบ จำนวน 2 จุด รวมมูลค่าทรัพย์สิน จำนวน 11,253 บาท รวมทั้งทั้งสิ้นในขณะนี้ เป็นจำนวนเงิน 146,082 บาท ซึ่งจะมีการสืบข้อมูลว่าจะมีจำนวนมากกว่านี้อีกหรือไม่ และจากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายอุดม อายุ 43 ปี ได้มีคดีติดตัวมาแล้วถึงสี่ ซึ่งเป็น คดีเกี่ยวกับยาเสพติดหนึ่งคดีและคดีลักทรัพย์อีกสามคดี ส่วนนายณัฐพงศ์ มีคดีติดตัวในข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนที่สถานีภูธรตำรวจอำเภอเมืองนครปฐมหนึ่งคดี








