อริยสัจ ๔ แบบเต็มพระสูตร…..
อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐที่ไม่สามารถหักล้าง คัดง้าง หรือล้มล้างลงได้ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม และจะคงอยู่และเป็นไปตามนั้นตลอดกาล(อกาลิโก) ซึ่งประกอบด้วยอริสัจคือ
ทุกข์ (หรือทุกขสัจ) คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือก้อนขันธ์ ๕ หรือระบบสังขตธรรม
สมุทัย คือ เหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์
นิโรธ คือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
มรรค คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ หรือ อริยอัฏถังคิกมรรค (อริยมรรคมีองค์ ๘)
ซึ่งอริยมรรคมีองค์แปด ประกอบด้วย
๑.สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ดังนี้
๑.๑ เห็นทุกข์(ทุกเข ญาณังฯ) คือ
#เห็นรูป ประกอบด้วย ธาตุดิน(ปฐวีธาตุ) ธาตุน้ำ(อาโปธาตุ) ธาตุไฟ(เตโชธาตุ) ธาตุลม(วาโยธาตุ) ว่าเป็นเพียงธาตุธรรมชาติ ไม่ใช่ของๆใคร
#เห็นเวทนา ประกอบด้วย อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆอันเกิดจากผัสสะทาง ตา-รูป หู-เสียง จมูก-กลิ่น ลิ้น-รส กาย-โผฐฐัพพะ ใจ-ธรรมารมณ์ หรือเกิดเวทนา ๓ คือ
-สุขเวทนา/โสมนัส บ้าง
-ทุกขเวทนา/โทมนัส บ้าง
-อทุกขมะสุขเวทนา/โสมนัสสะโทมนัสสะ หรืออุเบกขา(เฉยๆ) บ้าง
*ว่ามีอยู่ชั่วคราวแล้วดับไป แล้วเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีอยู่ถาวร(เกิด-ดับ สลับกันไปตลอดกาล)
#เห็นสัญญา ประกอบด้วย ความจำได้หมายรู้อันเกิดจากผัสสะทาง ตา-รูป หู-เสียง จมูก-กลิ่น ลิ้น-รส กาย-โผฐฐัพพะ ใจ-ธรรมารมณ์ หรือเกิดสัญญา ๓ คือ
-สุขสัญญา/โสมนัส บ้าง
-ทุกขสัญญา/โทมนัส บ้าง
-อทุกขมะสุขสัญญา/โสมนัสสะโทมนัสสะ หรืออุเบกขา(เฉยๆ) บ้าง
*ว่ามีอยู่ชั่วคราวแล้วดับไป แล้วเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีอยู่ถาวร(เกิด-ดับ สลับกันไปตลอดกาล)
#เห็นสังขาร ประกอบด้วย ความคิดปรุงแต่งต่างๆอันเกิดจากผัสสะทาง ตา-รูป หู-เสียง จมูก-กลิ่น ลิ้น-รส กาย-โผฐฐัพพะ ใจ-ธรรมารมณ์ หรือสังขาร ๓ คือ
-สุขสังขาร/โสมนัส บ้าง
-ทุกขสังขาร/โทมนัส บ้าง
-อทุกขมะสุขสังขาร/โสมนัสสะโทมนัสสะ หรืออุเบกขา(เฉยๆ) บ้าง
*ว่ามีอยู่ชั่วคราวแล้วดับไป แล้วเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีอยู่ถาวร(เกิด-ดับ สลับกันไปตลอดกาล)
#เห็นวิญญาณ ประกอบด้วยกิริยาที่รู้แจ้งต่างๆอันเกิดจากผัสสะทาง ตา-รูป หู-เสียง จมูก-กลิ่น ลิ้น-รส กาย-โผฐฐัพพะ ใจ-ธรรมารมณ์ หรือวิญญาณ ๖ คือ
**จักษุวิญญาณ อันทำให้รู้แจ้งรูปซึ่งเป็น
-สุข/โสมนัส บ้าง
-ทุกข์/โทมนัส บ้าง
-อทุกขมะสุข/โสมนัสสะโทมนัสสะ หรืออุเบกขา(เฉยๆ) บ้าง
**โสตะวิญญาณ อันทำให้รู้แจ้งเสียงซึ่งเป็น
-สุข/โสมนัส บ้าง
-ทุกข์/โทมนัส บ้าง
-อทุกขมะสุข/โสมนัสสะโทมนัสสะ หรืออุเบกขา(เฉยๆ) บ้าง
**ฆานะวิญญาณ อันทำให้รู้แจ้งกลิ่นซึ่งเป็น
-สุข/โสมนัส บ้าง
-ทุกข์/โทมนัส บ้าง
-อทุกขมะสุข/โสมนัสสะโทมนัสสะ หรืออุเบกขา(เฉยๆ) บ้าง
**ชิวหะวิญญาณ อันทำให้รู้แจ้งรสซึ่งเป็น
-สุข/โสมนัส บ้าง
-ทุกข์/โทมนัส บ้าง
-อทุกขมะสุข/โสมนัสสะโทมนัสสะ หรืออุเบกขา(เฉยๆ) บ้าง
**กายะวิญญาณ อันทำให้รู้แจ้งการสัมผัสซึ่งเป็น
-สุข/โสมนัส บ้าง
-ทุกข์/โทมนัส บ้าง
-อทุกขมะสุข/โสมนัสสะโทมนัสสะ หรืออุเบกขา(เฉยๆ) บ้าง
**มนะวิญญาณ อันทำให้รู้แจ้งอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งเป็น
-สุข/โสมนัส บ้าง
-ทุกข์/โทมนัส บ้าง
-อทุกขมะสุข/โสมนัสสะโทมนัสสะ หรืออุเบกขา(เฉยๆ) บ้าง
*ว่าวิญญาณ ๖ มีอยู่ชั่วคราวแล้วดับไป แล้วเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีอยู่ถาวร(เกิด-ดับ สลับกันไปตลอดกาล)
เห็นขันธ์ ๕ หรือก้อนทุกขสัจ หรือระบบสังขตธรรมมีตัวตนอยู่ชั่วคราวแล้วดับไป แล้วเวียนเกิดขึ้นแล้วดับไป(ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) ไม่มีอยู่หรือเป็นอยู่ถาวร(เกิด-ดับ เวียนสลับกันไปตลอดกาล หรืออกาลิโก)
๑.๒ เห็นเหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์ (ทุกขสมุทะเย ญาณังฯ) คือเห็น”สมุทัย” หรือปฏิจจสมุปบาท(วงรอบเกิด) หรือเห็นกฏแห่งธรรมชาติว่า
ตถตา คือ ความเป็นอย่างนั้น
อวิตถตา คือ ความไม่ผิดไปจากนั้น
อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น
อิทัปปจยะตา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆเป็นปัจจัย สิง่นี้ๆจึงเกิดขึ้น ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี”(อิมัสสะมิง สะติ อิทัง โหติ) “เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น”(อิมัสสุปปาทา อิทัง อุปัชชะติ) คือ การทำงานของระบบขันธ์ ๕ หรือระบบสังขตธรรมระหว่างวิญญาณกับนามรูป อันเป็นธาตุตามธรรมชาติที่อาศัยกันและกันในการเกิดขึ้น ตามกฏอิทัปปจยตาอันเป็นคู่สายเรียงร้อยกันในวงรอบปฏิจจสมุปบาทสายเกิด
**โดยรวมเห็น
ธัมมัฏฐิตตา คือ ความตั้งอยู่แห่งธรรมดา
ธัมมนิยามตา คือ ความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา
อิทัปปัจจยะตา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆเป็นปัจจัย สิง่นี้ๆจึงเกิดขึ้น
๑.๓ เห็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์(ทุกขะนิโรเธ ญาณังฯ) คือเห็น”นิโรธ” หรือปฏิจจสมุปบาท(วงรอบดับ) หรือเห็นกฏแห่งธรรมชาติว่า “เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี”(อิมัสสะมิง อะสะติ อิทัง นะโหติ) “เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป”(อิมัสสะ นิโรธา อิทัง นิรุชฌะติ) หรือเห็นกฏแห่งไตรลักษณ์ คือ”อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ของระบบการทำงานของขันธ์ ๕ หรือระบบสังขตะว่ามีตัวตนชั่วคราว ไม่มีตัวตนอยู่จริงจึงเป็นอนัตตา ตามกฏอิทัปปจยตาอันเป็นคู่สายเรียงร้อยกันในวงรอบปฏิจจสมุปบาทสายดับ และมีปัญญาเห็นจากอนัตตาต่อไปอีกว่า “นั่นไม่ใช่เรา”(เนตัง มะมะ) “นั่นไม่ใช่เป็นเรา”(เนโสหะมัสสะมิ) “นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”(นะ เมโสอัตตา)
๑.๔ เห็นหนทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ (ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทายะ ญาณังฯ)คือ มรรคมีองค์ ๘
๒. สัมมาสังกัปปะ หรือความดำหริชอบ คือ
-การดำหริออกจากกาม(เนกขัมมะสังกัปโป)
-การดำหริออกจากการมุ่งร้าย(อพายาปาทะสังกัปโป)
-ความดำหริในการไม่เบียดเบียน(อวิหิงสาสังกัปโป)
๓. สัมมาวาจา หรือวาจาชอบ ๔ อย่าง คือ
-เว้นขาดจากการพูดโกหก(มุสาวาทา เวระมณี)
-เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด/ยุยงให้แตกกัน(ปิสุณายะ วาจายะ เวระมณี)
-เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ(ผรุสายะ วาจายะ เวระมณี)
-เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ หรือการพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้งเสีย(สัมผัปปะลาปา เวระมณี)
๔. สัมมากัมมันตะ หรือการงานชอบ คือ
-เว้นขาดจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกร่วง (ปาณาติปาตา เวระมณี)
-เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้(อทินนาทานา เวระมณี)
-เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม(กาเมสุมิจฉาจารา เวระมณี)
๕. สัมมาอาชีวะ สำเร็จการหาเลี้ยงชีพที่ชอบ คือ
-เว้นขาดจากมิจฉาทิฏฐิ หรือมิจฉาอาชีวะ อันมีเดรัจฉานวิชาด้วยประการต่างๆ
๖. สัมมาวายะ หรือความเพียรชอบ คือ -เพียรไม่ให้เกิดอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด(อนุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง อนุปปาทายะ ฉันทังฯ)
-เพียรละอกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว(อุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง ปะหานายะ ฉันทังฯ)
-เพียรให้บังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บังเกิด(อะนุปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง อุปปาทายะ ฉันทังฯ)
-เพียรให้ความงอกงาม ความเจริญ ความไพบูลย์ ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมที่ได้บังเกิดขึ้นแล้ว(อุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง ฐิติยา อะสัมโมสายะ ภิยโยภาวายะ เวปุลลายะ ภาวะนายะ ปาริปูริยา ฉันทังฯ)
๗. สัมมาสติ หรือความระลึกชอบ หรือ “สติปัฏฐาน ๔” คือ ระลึกตามเห็น “กาย เวทนา จิต ธรรม” ดังนี้
๗.๑ หมวดกายานุปัสนา สติปัฏฐาน พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ (กาเย กายานุปัสสี วิหะระติฯ)
-หายใจเข้า-ออก ยาวรู้
-หายใจเข้า-ออก สั้นรู้
-หายใจเข้า-ออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง
-หายใจเข้า-ออก ทำกายสังขารให้รำงับ
๗.๒ หมวดเวทนานุปัสนา สติปัฏฐาน พิจารณาเห็นเวทนาในเทนาทั้งหลายอยู่ (เวทะนาสุ เวทนานุปัสสี วิหะระติฯ)
-หายใจเข้า-ออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปิติ
-หายใจเข้า-ออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข
-หายใจเข้า-ออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร
-หายใจเข้า-ออก ทำจิตตสังขารให้รำงับ
๗.๓ หมวดจิตตานุปัสนา สติปัฏฐาน พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ (จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ)
-หายใจเข้า-ออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต
-หายใจเข้า-ออก ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง
-หายใจเข้า-ออก ทำจิตให้ตั้งมั่น
-หายใจเข้า-ออก ทำจิตให้ปล่อยอยู่
๓.๔ หมวดธัมมานุปัสนา สติปัฏฐาน พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ (ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติฯ)
-หายใจเข้า-ออก เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ
-หายใจเข้า-ออก เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ
-หายใจเข้า-ออก เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ
-หายใจเข้า-ออก เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ
๘. สัมมาสมาธิ หรือความตั้งใจมั่นชอบ คือ
๘.๑ การได้บรรลุฌาณที่ ๑ “ปฐมฌาณ” ความสงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย(วิวิจเจวะ กาเมหิ วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิฯ…ปะฐะมัง ฌานังฯ)
๘.๒ การได้บรรลุฌาณที่ ๒ “ทุติยฌาณ” ความวิตกวิจารดับหรือกุศลดับ(วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา อัชฌัตตังฯ..ทุติยัง ฌานังฯ)
๘.๓ การได้บรรลุฌาณที่ ๓ “ตติยฌาณ” (ปิติดับ มีความเพ่งเฉยอยู่ได้(ปีติยา จะ วิราคา อุเปกขะโก จะ วิหะระติ สะโต จะ สะมปะชาโนฯ…ตะติยัง ฌานังฯ)
๘.๔ การได้บรรลุฌาณที่ ๔ “จตุตถฌาณ” สุข/ โสมนัส ทุกข์/โทมนัส ย่อมดับ อยูด้วย”อุเบกขา” ถึงขั้นนี้ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ หรือลมหายใจเข้าลมหายใจออกย่อมดับ( สุขัสสะ จะ ปะหานา ทุกขัสสะ จะ ปะหานา ปุพเพวะ โสมะนัสสะโทมะนัสสานัง อะทุกขะมะสุขังฯ…จะตุตถัง ฌานังฯ)
โดยสรุป อริยมรรคมีองค์แปด
-ข้อที่ ๑ กับข้อที่ ๒ ชื่อว่าเป็น “ปัญญา”
-ข้อที่ ๓,๔ และ ๕ ชื่อว่าเป็น “ศีล”
-ข้อที่ ๖,๗ และ ๘ ชื่อว่าเป็น “สมาธิ”
รวมเรียก ปัญญา..ศีล..สมาธิ หรือที่นิยมเรียกกันในปัจจุบัน คือ ศีล..สมาธิ..ปัญญา นั่นเอง(อันเดียวกัน)
** จะสังเกตุเห็นว่า “อริยมรรคมีองค์แปด” จะไม่มีข้อห้ามสุรา ในหัวข้อ”สัมมากัมมันตะ” อาจจะเป็นเพราะบางคนกินมากกินน้อยไม่เท่ากัน บางคนก็กินจิบเดียวหรือแค่เป็นยา ไม่ถึงกับขาดสติจนตั้งอยู่บนความประมาทได้..(อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ได้มีเจตนาจะแต่งเติมหรือบิดเบือนแต่ประการใด)
ดังนั้น มรรคแปดไม่มีข้อห้ามสุรา แต่มีข้อ”สัมมาวาจา” เพิ่มเข้ามาทดแทนข้อสุราเมรัยอีก ๓ ข้อ คือ ไม่พูดส่อเสียด/ไม่พูดคำหยาบ/ไม่พูดเพ้อเจ้อ เข้ามาเพิ่มกับไม่พูดโกหก รวมเป็นสัมมาวาจา ๔ (ไม่ได้ห้ามสุราหรือเมรัยเอาไว้ แต่ถ้าหากถ้าใครเสพแล้ว ข้อ “สัมมาวาจา ๔” อย่าให้ผิดหรือมรรคข้อที่เหลืออย่าให้พลาดก็แล้วกัน เท่าที่เห็นๆกันอยู่ในทุกวันนี้ ขนาดยังไม่ได้เสพ เราๆท่านๆก็ยังละคำโกหก คำหยาบ คำเพ้อเจ้อ คำส่อเสียด หรือมีสัมมาสติ ไม่ค่อยจะได้กันเลย ถ้าหากได้เสพกันจริงๆจังๆแล้วละก็ สัมมาวาจา ๔ และมรรคข้ออื่นๆคงไม่มีเหลือส่วนดี)
**แต่ถึงแม้จะไม่มีบัญญัติห้ามเอาไว้ก็ตาม ข้อสำคัญก็คือ ผู้ที่กำลังปฏิบัติหรือกำลังเดินมรรคกันอยู่นั้น ท่านเหล่านั้นก็คงไม่มาข้องแวะกับสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอน
โดยย่ออริยมรรคมีองค์แปด
๑.ถ้าพูดย่อให้เหลือ ๒ ข้อ ก็คือการเจริญสมาถะ(ความสงบรำงับ) และวิปัสสนา(การเห็นแจ้ง หรือการที่ปัญญาเห็นแจ้ง)
๒.ถ้าพูดย่อให้เหลือ ๑ ข้อก็คือ การเจริญอานาปานสติสมาธิ เพียงอย่างเดียว
เพราะฉนั้น การเจริญอานาปานสติสมาธิ(อย่างเดียว) จึงเท่ากับเป็นการปฏิบัติอริยมรรคทั้งแปดข้อได้ครบบริบูรณ์ หรืออริยมรรคทั้งแปดข้อได้ถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญในขณะเดียวกันนั่นเอง (อานาปานสติสมาธิ จึงเปรียบเสมือนเป็นยาเม็ดเดียวที่มีฤทธิ์หรือสรรพคุณครอบจักรวาล และไปได้สูงสุดจนถึงนิพพาน)..
ตรีรัก………(จี้กง รำพัน)







