วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 8, 2026
หน้าแรกทั่วไป(อริยสัจ) ความจริง ที่ควรรู้ เสียเวลาอ่าน 10 นาที ดีกว่าเสียเวลาทั้งชีวิต..

(อริยสัจ) ความจริง ที่ควรรู้ เสียเวลาอ่าน 10 นาที ดีกว่าเสียเวลาทั้งชีวิต..

- 

อ่านข่าวนี้กดที่นี่

อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐที่ไม่สามารถหักล้าง คัดง้าง หรือล้มล้างลงได้ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม และจะคงอยู่และเป็นไปตามนั้นตลอดกาล(อกาลิโก) ซึ่งประกอบด้วยอริสัจคือ

ทุกข์ (หรือทุกขัง) คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือก้อนขันธ์ ๕ หรือระบบสังขตธรรม

สมุทัย คือ เหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์ หรือทุกขัง

นิโรธ คือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

มรรค คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ หรือ อริยอัฏถังคิกมรรค (อริยมรรคมีองค์ ๘) ซึ่งประกอบไปด้วย

๑.สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ดังนี้
๑.๑ เห็นทุกข์(ทุกขสมุทะเย ญาณังฯ) คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือขันธ์ ๕ หรือ สังขตธรรม
๑.๒ เห็นเหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์ (ทุกขสมุทะเย ญาณังฯ) คือ เห็นสมุทัย หรือปฏิจจสมุปบาท(วงรอบเกิด) หรือเห็นกฏแห่งธรรมชาติว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี”(อิมัสสะมิง สะติ อิทัง โหติ) “เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น”(อิมัสสุปปาทา อิทัง อุปัชชะติ” คือ การทำงานของระบบขันธ์ ๕ หรือระบบสังขตธรรม ระหว่างวิญญาณกับนามรูปตามกฏอิทัปปจยตา อันเป็นคู่สายเรียงร้อยกันในวงรอบปฏิจจสมุปบาท
๑.๓ เห็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์(ทุกขะนิโรเธ ญาณังฯ) คือเห็นนิโรธ หรือปฏิจจสมุปบาท(วงรอบดับ) หรือเห็นกฏแห่งธรรมชาติว่า “เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี”(อิมัสสะมิง อะสะติ อิทัง นะโหติ) “เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป”(อิมัสสะ นิโรธา อิทัง นิรุชฌะติ) หรือเห็นกฏแห่งไตรลักษณ์ คือ”อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ของระบบการทำงานของขันธ์ ๕ หรือระบบสังขตะว่ามีตัวตนชั่วคราว ไม่มีตัวตนอยู่จริงจึงเป็นอนัตตา และมีปัญญาเห็นจากอนัตตาต่อไปอีกว่า “นั่นไม่ใช่เรา”(เนตัง มะมะ) “นั่นไม่ใช่เป็นเรา”(เนโสหะมัสสะมิ) “นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”(นะ เมโสอัตตา)
๑.๔ เห็นหนทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ (ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทายะ ญาณังฯ)คือ อริยอัฏถังคิกมรรค หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘
๒. สัมมาสังกัปปะ หรือความดำหริชอบ คือ
-การดำหริออกจากกาม(เนกขัมมะสังกัปโป)
-การดำหริออกจากการมุ่งร้าย(อพายาปาทะสังกัปโป)
-ความดำหริในการไม่เบียดเบียน(อวิหิงสาสังกัปโป)
๓. สัมมาวาจา หรือวาจาชอบ ๔ อย่าง คือ
-เว้นขาดจากการพูดโกหก(มุสาวาทา เวระมณี)
-เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด/ยุยงให้แตกกัน(ปิสุณายะ วาจายะ เวระมณี)
-เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ(ผรุสายะ วาจายะ เวรมณี)
-เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ หรือการพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้งเสีย(สัมผัปปะลาปา เวรมณี)
๔. สัมมากัมมันตะ หรือการงานชอบ คือ
-เว้นขาดจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกร่วง (ปาณาติปาตา เวระมณี)
-เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้(อทินนาทานา เวระมณี)
-เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม(กาเมสุมิจฉาจารา เวระมณี)
๕. สัมมาอาชีวะ สำเร็จการหาเลี้ยงชีพที่ชอบ คือ
-เว้นขาดจากมิจฉาทิฏฐิ หรือมิจฉาอาชีวะ อันมีเดรัจฉานวิชาด้วยประการต่างๆ
๖. สัมมาวายะ หรือความเพียรชอบ คือ -เพียรไม่ให้เกิดอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด(อนุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง อนุปปาทายะ ฉันทังฯ)
-เพียรละอกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว(อุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง ปะหานายะ ฉันทังฯ)
-เพียรให้บังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บังเกิด(อะนุปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง อุปปาทายะ ฉันทังฯ)
-เพียรให้ความงอกงาม ความเจริญ ความไพบูลย์ ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมที่ได้บังเกิดขึ้นแล้ว(อุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง ฐิติยา อะสัมโมสายะ ภิยโยภาวายะ เวปุลลายะ ภาวะนายะ ปาริปูริยา ฉันทังฯ)
๗. สัมมาสติ หรือความระลึกชอบ หรือ “สติปัฏฐาน ๔” คือ ระลึกตามเห็น “กาย เวทนา จิต ธรรม” ดังนี้
๗.๑ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ (กาเย กายานุปัสสี วิหะระติฯ)
-หายใจเข้า-ออก ยาวรู้
-หายใจเข้า-ออก สั้นรู้
-หายใจเข้า-ออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง
-หายใจเข้า-ออก ทำกายสังขารให้รำงับ
๗.๒ พิจารณาเห็นเวทนาในเทนาทั้งหลายอยู่ (เวทะนาสุ เวทนานุปัสสี วิหะระติฯ)
-หายใจเข้า-ออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปิติ
-หายใจเข้า-ออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข
-หายใจเข้า-ออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร
-หายใจเข้า-ออก ทำจิตตสังขารให้รำงับ
๗.๓ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ (จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ)
-หายใจเข้า-ออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต
-หายใจเข้า-ออก ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง
-หายใจเข้า-ออก ทำจิตให้ตั้งมั่น
-หายใจเข้า-ออก ทำจิตให้ปล่อยอยู่
๓.๔ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ (ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติฯ)
-หายใจเข้า-ออก เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ
-หายใจเข้า-ออก เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ
-หายใจเข้า-ออก เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ
-หายใจเข้า-ออก เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ
๘. สัมมาสมาธิ หรือความตั้งใจมั่นชอบ คือ
๘.๑ การได้บรรลุฌาณที่ ๑ “ปฐมฌาณ” ความสงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย(วิวิจเจวะ กาเมหิ วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิฯ…ปะฐะมัง ฌานังฯ)
๘.๒ การได้บรรลุฌาณที่ ๒ “ทุติยฌาณ” ความวิตกวิจารดับหรือกุศลดับ(วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา อัชฌัตตังฯ..ทุติยัง ฌานังฯ)
๘.๓ การได้บรรลุฌาณที่ ๓ “ตติยฌาณ” (ปิติดับ มีความเพ่งเฉยอยู่ได้(ปีติยา จะ วิราคา อุเปกขะโก จะ วิหะระติ สะโต จะ สะมปะชาโนฯ…ตะติยัง ฌานังฯ)
๘.๔ การได้บรรลุฌาณที่ ๔ “จตุตถฌาณ” สุข/ โสมนัส ทุกข์/โทมนัส ย่อมดับ อยูด้วย”อุเบกขา” ถึงขั้นนี้ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ หรือลมหายใจเข้าลมหายใจออกย่อมดับ( สุขัสสะ จะ ปะหานา ทุกขัสสะ จะ ปะหานา ปุพเพวะ โสมะนัสสะโทมะนัสสานัง อะทุกขะมะสุขังฯ…จะตุตถัง ฌานังฯ)


โดยสรุป อริยมรรคมีองค์แปด

-ข้อที่ ๑ กับข้อที่ ๒ ชื่อว่าเป็น “ปัญญา”
-ข้อที่ ๓,๔ และ ๕ ชื่อว่าเป็น “ศีล”
-ข้อที่ ๖,๗ และ ๘ ชื่อว่าเป็น “สมาธิ”
รวมเรียก ปัญญา..ศีล..สมาธิ หรือที่นิยมเรียกกันในปัจจุบัน คือ ศีล..สมาธิ..ปัญญา นั่นเอง(อันเดียวกัน)
** จะสังเกตุเห็นว่า “อริยมรรคมีองค์แปด” จะไม่มีข้อห้ามสุรา ในหัวข้อ”สัมมากัมมันตะ” อาจจะเป็นเพราะบางคนกินมากกินน้อยไม่เท่ากัน บางคนก็กินจิบเดียวหรือแค่เป็นยา ไม่ถึงกับขาดสติจนตั้งอยู่บนความประมาทได้..(อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ได้มีเจตนาจะแต่งเติมหรือบิดเบือนแต่ประการใด)

ดังนั้น มรรคแปดไม่มีข้อห้ามสุรา แต่มีข้อ”สัมมาวาจา” เพิ่มเข้ามาทดแทนข้อสุราเมรัยอีก ๓ ข้อ คือ ไม่พูดส่อเสียด/ไม่พูดคำหยาบ/ไม่พูดเพ้อเจ้อ เข้ามาเพิ่มกับไม่พูดโกหก รวมเป็นสัมมาวาจา ๔ (ไม่ได้ห้ามสุราหรือเมรัยเอาไว้ แต่ถ้าหากถ้าใครเสพแล้ว ข้อ “สัมมาวาจา ๔” อย่าให้ผิดหรือมรรคข้อที่เหลืออย่าให้พลาดก็แล้วกัน เท่าที่เห็นๆกันอยู่ในทุกวันนี้ ขนาดยังไม่ได้เสพ เราๆท่านๆก็ยังละคำโกหก คำหยาบ คำเพ้อเจ้อ คำส่อเสียด หรือมีสัมมาสติ ไม่ค่อยจะได้กันเลย ถ้าหากได้เสพกันจริงๆจังๆแล้วละก็ สัมมาวาจา ๔ และมรรคข้ออื่นๆคงไม่มีเหลือส่วนดี)

**แต่ถึงแม้จะไม่มีบัญญัติห้ามเอาไว้ก็ตาม ข้อสำคัญก็คือ ผู้ที่กำลังปฏิบัติหรือกำลังเดินมรรคกันอยู่นั้น ท่านเหล่านั้นก็คงไม่มาข้องแวะกับสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอน


โดยย่ออริยมรรคมีองค์แปด

๑.ถ้าพูดย่อให้เหลือ ๒ ข้อ ก็คือการเจริญสมาถะ(ความสงบรำงับ) และวิปัสสนา(การเห็นแจ้ง หรือการที่ปัญญาเห็นแจ้ง)
๒.ถ้าพูดย่อให้เหลือ ๑ ข้อก็คือ การเจริญอานาปานสติสมาธิ เพียงอย่างเดียว

เพราะฉนั้น การเจริญอานาปานสติสมาธิ(อย่างเดียว) จึงเท่ากับเป็นการปฏิบัติอริยมรรคทั้งแปดข้อได้ครบบริบูรณ์ หรืออริยมรรคทั้งแปดข้อได้ถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญในขณะเดียวกันนั่นเอง (อานาปานสติสมาธิ จึงเปรียบเสมือนเป็นยาเม็ดเดียวที่มีฤทธิ์หรือสรรพคุณครอบจักรวาล และไปได้สูงสุดจนถึงนิพพาน)..🙏

คชสีห์นิวส์ 10
คชสีห์นิวส์ 10
ผู้อำนวยการฝ่ายการข่าว

ข่าวยอดนิยมในสัปดาห์