ประวัติหลวงพ่อรุ่ง (พระไพโรจน์วุฒาจารย์) วัดท่ากระบือ
พระไพโรจน์วุฒาจารย์ หรือ หลวงพ่อรุ่ง แห่งวัดท่ากระบือ ตำบลบางยาง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครนี้ ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงเด่นในด้านพุทธาคม มีกิตติยาคมลือกระฉ่อนเป็นเวลาช้านาน ของดีแต่ละชนิด ที่ท่านได้สร้างขึ้นแจกเพื่อแจกจ่ายให้กับศิษยานุศิษย์ ปรากฏคุณวิเศษนานาประการ แม้แต่ในปัจจุบันนี้ยังเป็นที่กล่าวขวัญแก่นักนิยมพระทั่วไปอย่างไม่จืดจาง และเป็นที่นิยมแสวงหาของนักสะสมพระเครื่องทั่วไป
เหรียญของหลวงพ่อรุ่ง ในปัจจุบันนี้จัดเป็นเหรียญที่อยู่ในทำเนียบเหรียญดังแห่งวงการพระเครื่องเมืองสยาม นับวันเหรียญของหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ นี้จะยิ่งทวีความนิยมและมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ อยากยากแก่การตกต่ำ ทั้งนี้เพราะเหรียญคุณพระของหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ ไม่เพียงแต่มีพุทธคุณความศักดิ์สิทธิ์ทางคงกระพัน และคลาดแคล้ว ปลอดภัย เป็นเลิศเท่านั้น แต่ยังเป็นเหรียญที่มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์สวยงามทำให้ดูมีคุณค่าในการเก็บสะสม ไว้ดูศิลปะการแกะแม่พิมพ์ของช่างยุคเก่าได้เป็นอย่างดี
หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ เป็นชาวกรุงเทพฯ เกิดเมื่อพ.ศ. ๒๔๑๖ ตรงกับวันเสาร์ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๙ ปีระกา เป็นบุตรของนายพ่วง พ่วงประพันธ์ และนางกิม พ่วงประพันธ์ ท่านไม่มีพี่น้องร่วมอุทร มีแต่น้องต่างมารดาหลายคน
เมื่อเยาว์วัยได้ศึกษาหนังสือไทย หนังสือขอม และเล่าเรียนภาษาบาลี มูลกัจจายน์ กับพระอุปัชฌาย์ทับ แห่งวัดน้อยนพคุณ อำเภอดุสิต จังหวัดกรุงเทพฯ
ปี พ.ศ. ๒๔๓๗ หลวงพ่อรุ่งมีอายุครบ ๒๑ ปี ก็ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดน้อยนพคุณ เมื่อวันเสาร์ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเมีย ตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้รับฉายาว่า “ติสฺสโร” โดยมี
พระอุปัชฌาย์ทับ วัดน้อยนพคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์
พระอธิการบัว วัดใหม่ทองเสน อำเภอดุสิต กรุงเทพฯ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
หลังจากอุปสมบทได้ ๒ วัน ท่านก็ย้ายไปจำพรรษาที่วัดท่ากระบือ ซึ่งขณะนั้นยังมีฐานะเป็นเพียงสำนักสงฆ์ ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ขณะท่านไปอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งนี้มีหัวหน้าสำนักชื่อพระภิกษุร่วม พันธ์ชาตรี เป็นผู้ดูแลสำนักสงฆ์ และในปีนั้นเองพระภิกษุร่วม ก็ได้ลาสิกขาไป หลวงพ่อรุ่ง จึงต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าสำนักสงฆ์แทน
ขณะที่หลวงพ่อรุ่ง มาอยู่จำพรรษาที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ ท่านได้ทุ่มเท สติปัญญา กำลังกาย กำลังใจ พัฒนาสร้างสรรค์ เสนาสนะต่างๆ ขึ้นในสำนักสงฆ์ อยู่เสมอมิได้ขาด โดยอาศัยความที่หลวงพ่อ เป็นพระเถระที่มีวัตรปฏิบัติงดงาม และเป็นอาจารย์ทางวิปัสสนากรรมฐาน
ซึ่งทางวิทยาคมก็เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป ดังนั้นไม่ว่าหลวงพ่อ จะสร้างอะไรอันเป็นสาธารณะวัตถุ เกี่ยวกับความเจริญของท้องถิ่น และสำนักสงฆ์ ก็จะได้รับความร่วมมือจากสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในตัวหลวงพ่อเสมอ
จากสภาพของสำนักสงฆ์ที่มีกุฏิเพียงไม่กี่หลัง ได้กลายเป็นวัดที่เจริญใหญ่โตวัดหนึ่ง ของจังหวัดสมุทรสาคร หลวงพ่อรุ่ง ได้แสดงความสามารถ ให้ปรากฏว่าท่านเป็นพระนักพัฒนาอย่างยอดเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา
ช่วงชีวิตของหลวงพ่อ ทั้งในทางด้าน การก่อสร้าง การบริหารจัดการคณะสงฆ์ ตลอดจนการส่งเสริมการศึกษาของกุลบุตร ยกตัวอย่าง เช่น สร้างพระอุโบสถ ๒ ครั้ง ๒ หลัง วิหาร ๒ หลัง โรงเรียนประชาบาล ศาลาการเปรียญ ศาลาสามมุข หอเรียนพระปริยัติธรรม หอพระไตรปิฎกสามมุข หอสวดมนต์ และกุฏิถึง ๓๑ หลัง
ความเจริญรุ่งเรืองของวัดท่ากระบือ ทั้งหมดนี้ ท่านไม่เคยเรี่ยไร จากนอกวัด แต่มีผู้คนมาบริจาคเนื่องจากความเคารพนับถือในวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อ
ตลอดชีวิตในสมณเพศของหลวงพ่อรุ่ง ท่านได้รับมอบหมายหน้าที่การงานจากคณะสงฆ์ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ดังนี้
พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นพระครูชั้นประทวน
พ.ศ. ๒๔๘๓ เป็นเจ้าคณะอำเภอกระทุ่มแบน
พ.ศ. ๒๔๘๙ เป็นพระครูไพโรจน์มันตาคม(ชั้นโท)
พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นพระครูไพโรจน์มันตาคม(ชั้นเอก)
พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นพระราชาคณะมีราชทินนามว่า พระไพโรจน์วุฒาจารย์
ในด้านศีลาจารวัตรชาวบ้านแถบกระทุ่มแบน ต่างก็ทราบกันดีว่า หลวงพ่อเป็นพระที่มีคุณงามความดี เคร่งครัด อยู่ในระเบียบของพระธรรมวินัย ตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใจของท่านเปี่ยมด้วยความเมตตา และมีความมักน้อย ถ่อมตน หลวงพ่อจะฉันจังหันเพียงวันละมื้อเดียวตลอดชีวิตของท่าน
สำหรับวัตรปฏิบัติและภารกิจของสงฆ์ ท่านไม่เคยละเลย หรือหลีกเลี่ยง คงมีแต่ความขยันหมั่นเพียรในวัตรปฏิบัติ
ท่านเคยปรารภกับผู้ใกล้ชิด และญาติโยม ที่ไปกราบเยี่ยมเยียนท่านอยู่เสมอว่าหากฉันจะตายไปก็ไม่เสียดายชีวิต และต้องตายแน่ๆ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นี้ แต่ก่อนที่ฉันจะตายจะขอทำประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาให้เต็มที่เสียก่อน
หลวงพ่อรุ่ง เป็นผู้ที่มีนิสัยชอบแสวงหาความรู้อยู่เสมอ ในสมัยที่ท่านบวชเป็นพระภิกษุได้ไม่นานนักท่านได้ไป ศึกษาเจริญสมถะวิปัสสนากรรมฐาน กับพระอาจารย์เกิด วัดสุนทรประสิทธิ์หรือ วัดกำแพง ตำบลกำแพง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร จนกระทั่งมีความรู้แตกฉานในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์บอกพระกรรมฐาน
ซึ่งการที่หลวงพ่อปฏิบัติในวิชาวิปัสสนากรรมฐานอยู่ตลอดเวลานี้เอง จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ท่านเป็นผู้ที่มีอำนาจจิตสูงยิ่ง สามารถสร้างวัตถุมงคลได้มีพุทธานุภาพสูง เป็นที่เลื่องลือ
และนอกจากพระอาจารย์เกิด วัดกำแพงแล้ว หลวงพ่อรุ่งยังได้เคยไปศึกษาวิทยาคมจากพระอาจารย์ที่โด่งดังมีชื่อเสียงในยุคนั้นอีกหลายรูปอาทิเช่น
พระอาจารย์หล่ำ วัดอ่างทอง ตำบลบางยาง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งในยุคนั้นเป็นพระที่โด่งดังทางวิชาคงกระพันเมตตามหานิยม และคาดแคล้วเป็นอย่างมาก และหลวงพ่อรุ่ง ก็ได้ไปขอศึกษาจากพระอาจารย์หล่ำ จนได้วิชาจบสิ้น
พระอาจารย์เซ่ง วัดหงษ์อรุณรัศมี ตำบลท่าจีน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร โดยหลวงพ่อรุ่งได้ไปเรียนวิชาคงกระพัน และมหาอุต จากพระอาจารย์เซ่ง ผู้นี้
และในสมัยที่ท่านเรียนกับพระอาจารย์เซ่งอยู่นั้น ท่านเคยเล่าให้ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดฟังว่าได้พบกับ ชายชราคนหนึ่งแจวเรือมาจอดที่หน้าวัดหงษ์อรุณรัศมี ชายชราผู้นั้น ได้อวดวิชาคาถาอาคมให้ชาวบ้านแถวนั้นได้เห็น โดยประกาศให้ชาวบ้านไปหาแผ่นทองแดงมาจะทำตะกรุดให้ เมื่อชายชราได้แผ่นทองแดงมาก็เขียนอักขระเลขยันต์และเสกคาถาปลุกเสก เมื่อเสร็จแล้วก็บอกให้ชาวบ้านทดลองยิงทันที ปรากฏว่าปืนของชาวบ้านหลายกระบอกที่เอามาทดลอง ไม่มีกระบอกไหนที่มีกระสุนลั่นออกมาซักนัดเดี่ยว
หลวงพ่อรุ่งได้เห็นเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาและรู้สึกสนใจวิชาของชายชราคนนั้น ท่านจึงขอรับการถ่ายทอดวิชาเอาไว้และพร้อมกันนั้น พระอาจารย์เซ่ง ก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากชายชราพร้อมกับหลวงพ่อรุ่ง แต่ก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าชายชราผู้นั้นเป็นใครจนกระทั่งทุกวันนี้
นอกจากพระอาจารย์ทั้ง ๒ ท่านแล้ว หลวงพ่อรุ่งยังเคยไปศึกษากับวิชากับพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมที่สุดในสมัยนั้นอีก ๒ รูป และมีความสนิทสนมและเคารพในพระอาจารย์ ทั้ง ๒ ท่านเป็นอย่างมาก พระอาจารย์ทั้ง ๒ ท่าน นั้นก็คือ
พระครูเทพสิทธิเทพาธิบดี หรือ หลวงพ่อทับ วัดสุวรรณาราม หรือวัดทอง ผู้สร้างพระปิดตามหาอุตม์ ที่มีพุทธคุณเลื่องลือไปทั่ว ทั้งมีศิลปะเอกลักษณ์วิจิตรอลังการเป็นพระปิดตาอันดับ ๑ ของวงการพระเครื่องปัจจุบัน
หลวงพ่อรุ่งได้มีความเคารพหลวงพ่อทับเป็นอย่างมาก ถึงกับสร้างพระตามพิมพ์ทรง และกรรมวิธีการสร้างพระปิดตาแบบของหลวงพ่อทับ วัดทอง มาสร้างที่วัดท่ากระบือ แต่มีจำนวนการสร้างน้อยมาก และในการสร้างพระปิดตามหาอุตม์ ทั้งนี้หลวงพ่อรุ่ง ไม่คิดที่จะเลียนแบบพระปิดตาของพระอาจารย์ท่าน แต่อย่างใด โดยสร้างให้เป็นเนื้อทองเหลืองหล่อ แต่พระปิดตาของหลวงพ่อทับ นั้นสร้างด้วยเนื้อโลหะสำริด ออกกระแสเงิน และมีผิวพรายตลอด ที่ผิวพระ
พระพุทธวิถีนายก หรือ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นอกจากนี้หลวงพ่อรุ่ง ยังได้รับการถ่ายทอดวิชาการสร้างผงยาจินดามณีจากหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว อีกด้วยทั้งนี้
เนื่องจากการที่หลวงปู่บุญ อยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชาของท่านโดยตรง คือดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการคณะสงฆ์มณฑลนครชัยศรี ซึ่งมีจังหวัดสมุทรสาคร อยู่ในเขตปกครองนี้ด้วย แต่ด้วยความคุ้นเคยและนับถือกันหลวงปู่บุญ จึงได้สอนวิชาการสร้างผงยาให้กับหลวงพ่อรุ่ง
ในขณะที่หลวงพ่อรุ่ง ยังมีสุขภาพ ร่างกายแข็งแรงดีอยู่นั้น ท่านมักจะถือธุดงค์เป็นประจำทุกปี ในระหว่างที่เดินธุดงค์ ท่านนอกจากเพื่อจุดประสงค์ที่จะปฏิบัติตามแนวทางของพระศาสนาแล้ว ยังเป็นโอกาสอันดีที่ได้แสวงหาวิชาความรู้ และรวบรวมของดี วิชาไสยเวทย์ ในแต่ละท้องถิ่น โดยมีเรื่องเล่ากันมาว่าหลวงพ่อรุ่ง ได้เดินธุดงค์ไปกับหลวงพ่อชุ่ม วัดราชคาม เพื่อไปศึกษาวิชากับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อีกด้วยโดยหลวงพ่อจะเดินทางมาหาหลวงพ่อชุ่ม ที่วัดแล้วจึงพากันเดินธุดงค์ไปทีต่างๆ แทบทุกปี
ด้วยพื้นที่ที่หลวงพ่อรุ่ง มักจะออกเดินธุดงค์อยู่เสมอ มักจะเป็นทางภาคเหนือ เช่น อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก บางครั้งท่านก็เดินทางข้ามไปถึงฝั่งพม่า แต่หลวงพ่อมักจะไปที่จังหวัดสุโขทัยบ่อยครั้ง
เป็นเพราะว่าท่านมีญาติอยู่ที่นั่นชื่อว่านายต่าง ซึ่งเป็นคนที่มีวิชา อาคม ไสยศาสตร์ ท่านก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคม จากญาติของท่านผู้นี้ไว้ด้วย
ในการธุดงค์ทุกครั้งของหลวงพ่อรุ่ง เมื่อเดินทางกลับมาถึงวัดท่ากระบือแล้ว ท่านมักจะติดของดีหรือวัตถุมงคล มาแจกให้กับลูกศิษย์ของท่านอยู่เสมอ ดังนั้นหากลูกศิษย์เมื่อได้ข่าวว่าหลวงพ่อกลับมาที่วัดแล้ว ก็จะพากันรีบออกมาจากบ้านตรงไปยังวัดท่ากระบือ เพื่อมนัสการเยี่ยมเยียนท่าน พร้อมกับถือโอกาสขอของดีที่ท่านได้จากการธุดงค์ในคราวนั้นด้วย
และมีอยู่ในคราวหนึ่ง หลังจากที่กลับจากธุดงค์หลวงพ่อรุ่ง ได้นำพระปิดตาเนื้อผงดำ มาจำนวนหนึ่ง มีทั้งแบบหน้าเดียวและสองหน้าก็มี ด้านหลังของบางแบบหน้าเดียวจะมียันต์อุนาโลม ซึ่งพระปิดตาพิมพ์นี้แต่เดิมเข้าใจกันว่า เป็นพระปิดตาที่หลวงพ่อรุ่ง ได้สร้างขึ้นในระหว่างการเดินธุดงค์ แล้วนำกลับมาที่วัดท่ากระบือ แต่ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นพระปิดตาของหลวงพ่อเชย วัดท่าควาย จังหวัดสิงห์บุรี ที่หลวงพ่อรุ่งได้ไปพบกับท่านระหว่างเดินธุดงค์ และได้ขอนำพระปิดตานี้จำนวนหนึ่งมาแจกที่วัดท่ากระบือ
หลวงพ่อรุ่ง ได้มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๐ ๑.๐๕ น. อันเป็นเวลาที่ท่านได้ปรารภไวจริงๆ นับเป็นการสูญเสียพระเถระที่มีความสำคัญรูปหนึ่งของจังหวัดสมุทรสาคร รวมสิริอายุได้ ๘๕ ปี ๖๔ พรรษา
ภาพข่าว คุณปรีชา วัชระนัย ผอ.สำนักข่าวคชสีห์นิวส์ รายงาน












