“ธรรมธาตุ” คือธรรมล้วนๆที่ผู้ปฏิบัติจำต้องฝึก+ต้องหัดต้องพยายาม ต้องผ่านการล้มลุกคุกคลานนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งสามารถยืนขึ้นอย่างหนักแน่นมั่นคงได้ด้วยตนเอง ผู้ปฏิบัติจะสัมผัสได้ก็ต่อเมื่อมีความพยายามปฏิบัติด้วยความเพียรชอบต่อเนื่องด้วย “สัมมัปปธาน4”
✔(นอกไม่ไป) = พยายามตัดภาพที่เกิดขึ้นทางความคิดออกไป และพยายาม ไม่ให้จิตรั่วไหลออกไปเกาะเกี่ยวเก็บภาพด้านนอก ผ่านทางตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ
✔(ในไม่เข้า) = ไม่ต้องพาจิตเข้าไปสงบนิ่งอยู่สมาธิ (เพราะในขณะจิตนิ่งสงบในสมาธินั้นไม่อาจพิจารณารูป-นามขันธ์5ได้เลย
✔(เอาจิตมาดูตัวเรา) = จิตต้องมีเครื่องอยู่ ดังนั้นต้องล่ามจิตให้แนบชิดติดกับตัวเอง ให้ประคองภาพจากความคิด+ให้พิจารณากายสังขาร โดยฝึกจิตให้มันท่องเที่ยวอยู่แต่ภายในกายนี้เท่านั้น หมั่นรักษาประคองภาพอสุภะของตัวเองไว้ ให้เป็นภิญโญภาพ อย่าให้ภาพหาย (ภาพหลุดก็คือจิตหลุดวิ่งออกนอกอีกแล้ว อย่าให้หลุดนาน พอรู้ตัวก็ให้ดึงจิตกลับมาอยู่ที่กายทันที ให้ฝึกบ่อยๆ ที่ใช้เป็นอุบายหลอกล่อจิตไว้อย่างนี้) ให้ภาพพิจารณากายในกายเกิดขึ้นชัดขึ้นมากขึ้นทีนะนิดๆ อย่างหนักแน่นมั่นคง จิตรั่วน้อยลง ภาพกายตนโดดเด่นมากขึ้นๆทุกวัน..พยายามอย่าให้ภาพอสุภะหลุด อย่าให้ภาพพิจารณากายหาย เพื่อฝึกจิตให้เห็นแจ้งภายในกาย จะก้าวหน้าก่อเกิดเป็นญาณทัศนะ เพื่อการละ “สักกายทิฏฐิ” ออกไปให้ได้
(thumbtack)(ปราการด่านนี้สำคัญที่สุด) ไม่ต้องกังวลสังโยชน์อีก 2 อย่างคือ วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส จะเกิดตามมาเองเป็นของแถมอย่างมิต้องสงสัย.
และให้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองอย่างเอกอุเข้มข้นตามแนวทาง “สติปัฏฐานสี่” + “อริยมรรคมีองค์ 8” … กระทั่งความจริงปรากฏ ตาใน(ตาใจ) ค่อยๆเปิดขึ้น กระจ่างขึ้น เห็นแจ้งมากขึ้น ชัดขึ้นๆ แผ่กว้างมากขึ้น ดวงจิตจะค่อยๆทะลุทะลวงไปทั่วสารพางค์กาย ความรู้ทางปัญญาจะมีความละเอียดขึ้น เห็นแจ้งไปทั่วทุกอณูจากจุดหนึ่งลุกลามกว้างออกไปโดยลำดับ กระทั่งญาณทัศนะเกิดจ้าเป็นประจักษ์แก่ใจในความจริงแท้ใน “สัจธรรมซากสังขารในกายตน” ทุกอย่างไม่มีสิ่งใดเป็นของของตน ดวงจิตจะค่อยๆยอมรับความจริงทั้งปวงของธาตุขันธ์ อายตนะ ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ จิตจะเกิดการยอมรับในความจริง หมุนวนสำรอกกิเลส สะทกสะท้อนจนขาอ่อน ร้องไห้ ให้พิจารณาต่อไปอย่าหยุด! กระทั่งดวงจิตเจิดจ้าบ้งเกิด “ดวงตาเห็นธรรม” บรรลุโสดาบัน
ภาพที่จิตหลุดไปเกาะเกี่ยวอารมณ์ด้านนอก นั่นคือ “วิญญาณ” จะถูกชักนำไปสู่การตกอบายภูมิได้ตลอดเวลา
(o mark) “ผู้บรรลุโสดาบัน” ต้องคุมจิตไม่ให้รั่วไหลออกนอกได้แล้ว 60 – 70 % คือจะต้องเป็นผู้ละ “สักกายทิฏฐิ” (และ วิจิกจฉา สีลัพพตปรามาส) ได้โดยเด็ดขาดแล้ว หมายถึงเป็นผู้ตัด “อบายภูมิ” ได้เด็ดขาด และหากยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพานในชาตินี้ ก็จะไปเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติเท่านั้น
(ย้ำ : ไม่มีการข้ามขั้นตอน) และไม่ได้อยู่กับตำหรับตำราที่เคยอ่านมา หรือรับรู้จดจำถ่ายทอดมาจากแห่งใดทั้งสิ้น แต่เป็นอุบายวิธีปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมล้วนๆ เป็นของแท้จริง ที่มีพระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำการปฏิบัตินี้มาแต่ครั้งพุทธกาล
(o mark) กุลบุตรผู้ออกบวชทุกคน จะได้รับ “ตจปัญจกกัมมัฏฐาน” จากพระอุปัชฌาย์
(แต่น่าเสียดายที่คนยุคหลังมองข้ามไม่นำแก่นธรรมนี้มาปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อพาตนพ้นทุกข์) แต่พากันมุ่งไปหาความสงบตั้งหน้าตั้งตาทำแต่ “สมาธิ+ทำฌานโลกีย์” จึงไม่อาจพาตนเข้าไปสู่แดนโลกุตรธรรมได้เลย
การเรียนการศึกษาทางปริยัติ ประดุจดั่งการดูแผนที่ลายแทงให้พอเกิดความเข้าใจในเบื้องต้นเท่านั้น แต่การลงมือปฏิบัติจริง (ทำจริง) คือการที่ตนออกเดินทางไปหาแก่นธรรม บนเส้นทางอันยาวไกล และได้พาตนเข้าใกล้จุดหมายตามลำดับ ต้องละกิเลสตัวแสบ “สักกายทิฏฐิ” ให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก ทั้งหมดอยู่ที่ความพากเพียรจริง (สัมมัปปธาน 4 คือ สัมมาวายามะ) ผู้ปฏิบัติต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด คือความเห็นแรกเริ่มต้องถูกต้องด้วย “สัมมาทิฏฐิ” (ห้ามผิดพลาด) อย่าเป็น “มิจฉาทิฏฐิ”โดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะเดินหลงทิศผิดทาง.







