โควิด-19 เชื่อมแล็บอู่ฮั่นกับ สปป.ลาว

7

เผยเอกสารรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ชี้ว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ห้องปฏิบัติการทดลองที่อู่ฮั่นของจีนกำลังศึกษาไวรัสสายพันธุ์หนึ่งที่พบในค้างคาวที่ลาว ที่อาจเป็นต้นตอการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทั่วโลก และเชื่อมโยงอู่ฮั่นกับ สปป.ลาวที่อยู่ห่างกันกว่า 1,600 กิโลเมตร.ทฤษฎีโคโรนาไวรัสที่เป็นต้นกำเนิดของโควิด-19 หลุดรอดออกมาจากห้องปฏิบัติการทดลอง (แล็บ) ของสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ยของจีน ได้กลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเผยแพร่เอกสารภายใต้กฎหมายเสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสาร ตามคำร้องของกลุ่ม “White Coat Waste Project” ที่ระบุถึงที่มาของค้างคาวและการที่ไวรัสหลุดออกจากห้องแล็บที่อู่ฮั่นว่า ไม่ใช่สองทฤษฎีที่แข่งขันกันว่าเรื่องไหนเป็นไปได้ แต่เป็นเรื่องจริงทั้งคู่ ทั้งยังเกี่ยวโยงกันด้วย.เอกสารงานวิจัยที่รัฐบาลสหรัฐฯให้ทุนสนับสนุน ชี้ว่า “ไวรัสบานัล-52” (Banal-52) หรือ ไวรัสค้างคาวใน สปป.ลาว มีข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมด (genome) ใกล้เคียงกับไวรัสซาร์ส-โคฟ-ทู (Sars-Cov-2) ถึง 96.8% ส่วนคำถามที่ว่า มันเริ่มระบาดที่อู่ฮั่นที่อยู่ไกลจาก สปป.ลาว มากกว่า 1,600 กิโลเมตร ได้อย่างไรนั้น ในอีเมลการสื่อสารระหว่างทีมนักวิจัย “EcoHealth Alliance” กับหน่วยงานจัดหาทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่รั่วออกมา ระบุว่า พบไวรัสบานัล-52 จากค้างคาวใน สปป.ลาว เมื่อเดือนกันยายน และตัวอย่างถูกส่งจากสปป.ลาว ไปศึกษาวิจัยที่ห้องแล็บในอู่ฮั่น .อีเมลระบุว่า DNA ของไวรัสจากค้างคาวและสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงอื่นๆ ถูกส่งไปที่แล็บในอู่ฮั่น ช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน ปี 2560 ถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2562 และในระหว่างการทำงานที่ลาว นักวิจัยของ EcoHealth Alliance ได้เข้าเก็บตัวอย่างไวรัสที่ถ้ำค้างคาวในมณฑลยูนนาน และส่งตัวอย่างไปที่แล็บที่อู่ฮั่นเช่นกัน .รัฐบาลจีนพยายามขัดขวางไม่ให้นักวิจัยเข้าไปเก็บตัวอย่างที่ยูนนาน ซึ่งเป็นจุดที่พบไวรัส “เรทีจีเธอร์ทีน” (RaTG13) ที่พบในค้างคาวมงกุฎเทาแดง (Rhinolophus affinis)และมีข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดใกล้เคียงกับไวรัสซาร์ส-โคฟ-ทู ถึง 96% แต่ข้อมูลเกี่ยวกับลำดับพันธุกรรมที่เก็บได้ทั้งที่ยูนนานและ สปป.ลาว ถูกลบออกจากฐานข้อมูลออนไลน์ที่แล็บในอู่ฮั่น เมื่อเดือนกันยายน ปี 2562 ส่งผลให้นักวิจัยพบแต่ความมืดแปดด้านมาตั้งแต่นั้น

ข้อมูล Good morning nation